Home
TH 101 สรุปลักษณะและการใช้ภาษาไทย
ลักษณะภาษาไทย
      เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด ดังนั้นลักษณะของภาษาไทยจึงเป็นลักษณะของภาษาคำโดด ซึ่งมีดังต่อไปนี้คือ

     1. คำแต่ละคำมีพยางค์เดียวและไม่มีเสียงควบกล้ำ คำในภาษาไทยในปัจจุบันนี้มีทั้งคำพยางค์เดียวและคำมากพยางค์ ซึ่งคำพื้นฐานหรือคำดั้งเดิมภาษาไทยนั้นจะเป็นคำพยางค์เดียว และไม่มีเสียงควบกล้ำ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคำที่ใช้เรียกเครือญาติ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ชื่อทางภูมิศาสตร์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากินและคำกริยาที่สำคัญ

      แต่ต่อมาสภาพบ้านเมืองและสภาพความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไปและเจริญขึ้น คำเดิมจึงไม่พอใช้ในภาษา จึงยืมคำจากภาษาอื่นมาใช้ มีการสร้างคำขึ้นใหม่และเกิดคำใหม่ขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางภาษาบางประการ ดังนั้นจึงทำให้เกิดคำมากพยางค์ขึ้นใช้ในภาษาไทย แต่คำพื้นฐานภาษาไทยนั้นเป็นคำพยางค์เดียว

      ซึ่งแตกต่างจากภาษาบาลีสันสกฤตที่คำพื้นฐานของภาษาเป็นคำมากพยางค์ เช่น พฤษภ = วัว , กาสร = ควาย , กุญชร = ช้าง , วานร = ลิง , ระมาด = แรด เป็นต้น

     2. คำแต่ละคำเป็นคำสำเร็จรูป เพราะมีความหมายสมบูรณ์ สามารถใช้เข้าประโยคได้ทันที โดยไม่ต้องตกแต่งหรือเปลี่ยนแปลงส่วนใด ๆ ของคำ (รูปคำ) เพื่อบอกความสัมพันธ์ระหว่างคำในประโยค ซึ่งคำที่จะสามารถเข้าประโยคได้ทันทีนั้นต้องมีเสียงและความหมายที่กำหนดแน่นอน นั่นคือ เป็นที่ยอมรับหรือตกลงกันในสังคมว่า คำนั้น ๆ ออกเสียงอย่างไรและมีความหมายอย่างไร

      ส่วนความสัมพันธ์นั้นหมายความว่า คำแต่ละคำทำหน้าที่อะไรในประโยคนั้น ซึ่งในภาษาไทย คำ ๆ เดียวกันเมื่ออยู่ในประโยคสามารถทำได้หลายหน้าที่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปคำ แต่จะมีคำบุรพบทนำหน้าคำ เพื่อบอกว่าคำนั้นทำหน้าที่อะไรในประโยคนั้น แต่ในภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย เช่น ภาษาบาลีสันสกฤตนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปคำ

      เพื่อที่จะระบุหน้าที่ของคำหรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างคำในประโยคนั่นเอง โดยการเติมวิภัตติเข้าข้างท้ายคำ เช่น อตตา = ตน , อตตนา = ด้วยตน , อตตโน = ของตน , นคร = ซึ่งเมือง , นคราต = จากเมือง , นครสย = แห่งเมือง , นคเร = ในเมือง เป็นต้น

     3. ภาษาไทยคำเดียวกันอาจมีหลายความหมายและใช้ได้หลายหน้าที่โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปคำ
ซึ่งจะรู้ความหมายและหน้าที่ของคำนั้นได้โดยดูจากตำแหน่งของคำหรือความสัมพันธ์ของคำในบริบทนั้น นั่นคือ ไม่ว่าคำนั้นจะอยู่ในตำแหน่งใดและทำหน้าที่อะไรในประโยค ก็ยังคงเป็นรูปของคำเดิม เช่น ไก่ขัน (ก. = อาการร้องเป็นเสียงอย่างหนึ่งของไก่หรือนกบางชนิด) , ขันชะเนาะ (ก. = ทำให้ตึงหรือให้แน่นด้วยวิธีหมุนกวดเร่งเข้าไป) , พูดไม่เพราะ ไม่น่าขัน (ว. = น่าหัวเราะ ชวนหัวเราะ) , ขันสู้ (ว. = แข็งแรง, กล้าหาญ) , ดำนา
(ก. = ปลูกข้าวกล้า) , ดำดิน (ก. = มุดลง) , มดดำ (ว. = สีอย่างสีมินหม้อ ใช้ประกอบสิ่งต่าง ๆ บางอย่าง โดยอนุโลมตามลักษณะสี เป็นชื่อเรียกเฉพาะ)

     4. การเรียงลำดับคำในประโยคภาษาไทยมีความสำคัญที่สุด เมื่อเข้าประโยคต้องเรียงคำให้ถูกต้องตามตำแหน่ง เพราะตำแหน่งของคำจะเป็นตัวระบุว่าคำนั้นทำหน้าที่อะไรและมีความหมายอย่างไรในประโยค หากเรียงลำดับคำในประโยคผิดตำแหน่ง ความหมายและหน้าที่ของคำนั้นก็จะเปลี่ยนไปด้วย เช่น คนไม่รักดี
ไม่รักคนดี รักคนไม่ดี คนดีไม่รัก , พี่สาวให้เงินน้องใช้ สาวใช้ให้เงินพี่น้อง เป็นต้น

      แต่ในภาษาบาลีสันสกฤตนั้นถึงแม้จะสลับตำแหน่งของคำในประโยค ก็ไม่ได้ทำให้หน้าที่และความหมายของคำเปลี่ยนไปแต่อย่างใด เพราะตัวที่ระบุหน้าที่และความหมายของคำในประโยคนั้นคือ วิภัตติ ดังนั้นหากเปลี่ยนวิภัตติ หน้าที่และความหมายของคำถึงจะเปลี่ยน

     ***การเรียงลำดับคำในประโยคภาษาไทย มีดังนี้คือ ประธาน (คำขยาย) + คำกริยา
(คำขยาย) + กรรม (คำขยาย) และถ้ามีบุรพบท บุรพบทนั้นจะวางอยู่หน้าคำนามที่มันเกี่ยวข้องด้วย

     5. เมื่อจะสร้างคำใหม่หรือต้องการแสดงเพศ พจน์ (จำนวน) ของคำนาม หรือแสดงกาล (เวลาที่กระทำกริยานั้น ๆ) หรือมาลา (ภาวะหรืออารมณ์ในขณะที่พูด) ของคำกริยา จะใช้คำมาประกอบเข้าข้างหน้า ข้างหลัง หรือประสมกันตามแบบการประสมคำ

     - เพศ ในภาษาไทยเมื่อต้องการแสดงเพศจะใช้คำว่า "ชาย / หญิง / ตัวผู้ / ตัวเมีย" ประกอบเข้าข้างท้ายคำ แต่ในภาษาบาลีสันสกฤตจะมีการเปลี่ยนแปลงท้ายคำ โดยการเติมวิภัตติ ดังนั้นสระ
ข้างท้ายคำจะเป็นตัวบอกให้ทราบว่าเป็นเพศใด เช่น โฆสก = ผู้ประกาศชาย , โฆสกี = ผู้ประกาศหญิง

     - พจน์ เมื่อต้องการแสดงพจน์ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปคำเหมือนภาษาบาลีสันสกฤตหรือภาษาอังกฤษ แต่นำคำบอกจำนวนนับและคำลักษณนามมาประกอบเข้าข้างท้ายคำ เช่น มฤคม = กวางตัวเดียว = one deer , มฤเคา = กวางสองตัว = two deers , มฤคาน = กวางหลายตัว = many deers

     - กาล / เวลา ในภาษาไทยจะใช้กริยารูปเดิมเมื่อแสดงกาล และมีคำอื่นมาประกอบเพื่อให้ทราบว่าเหตุการณ์ การกระทำหรือสภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด แต่บางครั้งอาจจะไม่ต้องมีคำอื่นมาประกอบ แต่อาศัยเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมเป็นตัวชี้แนะ ซึ่งในภาษาอื่น เช่น ภาษาอังกฤษนั้นคำกริยาจะเปลี่ยนรูปไปตามกาลเวลาที่เกิดขึ้น เช่น เขากินข้าวแล้ว = He ate rice. , เขากำลังกินข้าว = He is eating rice. ,
เขาจะกินข้าว = He will eat rice.

     - มาลา เมื่อแสดงมาลาก็ต้องนำคำอื่นมาประกอบคำกริยา โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปคำกริยา เช่น เขาคงมา (แสดงการคาดคะเนอย่างลอย ๆ) , เขาต้องมาพรุ่งนี้ (แสดงการสั่ง) , คุณมานะพรุ่งนี้ (เป็นการอ้อนวอนหรือขอร้อง)

      6. มีลักษณนามมากับคำขยายบอกจำนวน โดยจะวางอยู่ข้างหลังคำขยายบอกจำนวนนับ ดังนี้คือ
              คำนาม + คำบอกจำนวนนับ + คำลักษณนาม

      เช่น คนสองคน สมุดสี่เล่ม สุนัขสองตัว เป็นต้น

     7. มีระบบเสียงสูงต่ำ (เสียงวรรณยุกต์) นั่นคือ คำแต่ละคำมีเสียงสูงต่ำ เพื่อแยกเสียงแยกความหมาย โดยเสียงหนึ่งจะมีความหมายอย่างหนึ่ง และอีกเสียงหนึ่งก็จะมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง

      ดังนั้นหากคำนั้นมีเสียงเปลี่ยนไป ความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย ถือว่าเป็นคนละคำกัน ภาษาไทยจึงเป็นภาษาที่แยกความหมายหรือแยกคำตามเสียงวรรณยุกต์ เช่น มา (เสียงสามัญ) , ม้า (เสียงตรี) , สี (เสียงจัตวา) , สี่ (เสียงเอก) เป็นต้น แต่ในภาษาอังกฤษแม้คำนั้นจะมีเสียงต่างกัน แต่ความหมายก็ยังคงเดิม

      มิได้เปลี่ยนแปลงเลย อาจจะเปลี่ยนในแง่อารมณ์ของผู้พูดเท่านั้น เช่น คำว่า "mama" อาจจะออกเสียงเป็น "มาม่า มาม้า ม้ามา ม้าหมา หมาม่า" แต่ทั้งหมดนี้ต่างก็มีความหมายเหมือนกันคือ "แม่"

8. มีการใช้ราชาศัพท์และภาษาสุภาพตามฐานะของบุคคล