Home|
บทที่ 1 ปรัชญาว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์
|
|
มนุษย์ : การอยู่ร่วมกันเป็นสังคม นักปรัชญาชาวกรีกชื่อ อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวว่า "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" (Social Animal) ซึ่งหมายความว่า มนุษย์จะมีชีวิตอยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่า มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันในหมู่มวลสมาชิก ซึ่งอาจเป็นชาติเดียวกัน นับถือศาสนาและพูดภาษาเดียวกัน มีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน สาเหตุที่มนุษย์ต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม มีดังนี้ 1. มนุษย์มีระยะแห่งการเป็นทารกนาน และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในระยะเริ่มต้นของชีวิต ทำให้มนุษย์จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และสร้างแบบแผนของความสัมพันธ์ในรูปของครอบครัวเกิดขึ้น รวมทั้งมีเครือญาติ วงศ์วาน เพื่อนบ้าน และความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่น ๆ 2. เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถทางด้านสมอง สามารถคิดค้น และควบคุมธรรมชาติได้ เพราะการควบคุมธรรมชาตินั้น บุคคลคนเดียวไม่สามารถที่จะกระทำได้ ต้องอาศัยความร่วมมือและแบ่งงานกันทำกับคนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งการช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยกันนี้เป็นวิธีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่ง 3. มนุษย์มีความสามารถสร้างวัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งสามารถสร้างการติดต่อสื่อสาร ศาสนา ค่านิยม ฯลฯ ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้จำเป็นต้องส่งผ่านไปยังอนุชนรุ่นหลัง ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกันเพื่อรับการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม การศึกษาสังคม : ศาสตร์หรือสามัญสำนึก เมื่อมนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม นักปรัชญาทั้งหลายก็ให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับ "คนและสังคม" ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ - ระยะแรก (ก่อนศตวรรษที่ 18) ของการศึกษานั้น ความรู้ที่ได้รับมักจะออกมาในรูปของสามัญสำนึก (Common Sense) ทั้งนี้เพราะว่าปรากฏการณ์ทางสังคมเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นและประสบได้ด้วยประสาทสัมผัสตั้งแต่เกิดจนตาย หรือเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ๆ กันจากประสบการณ์ตรงของเขา ดังนั้นการตั้งกฎเกณฑ์และทฤษฎีของการศึกษาสังคมในสมัยนั้นจึงยังไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นศาสตร์ (Science) - ระยะที่สอง (ปลายศตวรรษที่ 18) การศึกษาเรื่องสังคมได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการศึกษามนุษย์กับสังคม นักคิดที่ได้พยายามทำให้ความรู้เกี่ยวกับคนและสังคมกลายเป็น "วิทยาศาสตร์ทางสังคม" ขึ้นมา คือ August Comte และ Herbert Spencer วิทยาศาสตร์ทางสังคมได้พยายามใช้วิธีการศึกษาเหมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษามนุษย์และสังคมมนุษย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การศึกษาวิชาสังคมวิทยา-มานุษยวิทยานั้น มีลักษณะดังนี้ 1. มีคำจำกัดความที่แน่นอน 2. มีการสังเกตและใช้การศึกษาที่เป็นระบบ 3. มีการจำแนกปรากฏการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่ 4. มีการจัดระเบียบปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์เหล่านั้น 5. มีการควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ 6. มีการตั้งและทดสอบสมมติฐาน ตลอดจนการตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบายสมมติฐานต่าง ๆ 7. มีการวิเคราะห์ต่อเนื่องกันไปเพื่อติดตามผลว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราศึกษาสังคมไปทำไม การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสังคมมนุษย์จะมีประโยชน์ดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจลักษณะรูปแบบและโครงสร้างของสังคมต่างๆ ทั้งสังคมของตนและสังคมอื่นๆ 2. เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้มีการดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข 3. เพื่อให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงของปัญหาทางสังคม ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นโทษ เช่น การมีอาชญากรรม แหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาที่คนในสังคมมักจะประสบอยู่เสมอ ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาทำให้เราเข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุให้พฤติกรรมเบี่ยงเบน เพื่อจะสามารถร่วมกันแก้และปัดเป่าปัญหานั้นให้หมดไป 4. เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะได้นำไปใช้ประโยชน์กับวิชาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังคมมนุษย์ : วิธีการที่ใช้ศึกษา ในระยะเริ่มแรกของการใช้กฎเกณฑ์การศึกษาสังคมโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั้น ปรมาจารย์ทางสังคมวิทยาได้มองสังคมในรูปต่าง ๆ กัน เช่น 1. ออกัส ค้องท์ และ เฮอร์เบอร์ท สเปนเซอร์ ได้พยายามมองสังคมเป็นส่วนรวมโดยพิจารณาศึกษาว่าสังคมเป็นหน่วยของการศึกษาหน่วยหนึ่ง ซึ่งจะต้องพิจารณาศึกษารวม ๆ กันไป เเ นักสังคมวิทยารุ่นแรกนี้สนใจศึกษาถึงการกำเนิดของสังคม วิวัฒนาการของสังคม และสังคมในอนาคตน่าจะเป็นเช่นไร แนวความคิดเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากการศึกษา การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นผู้นำทางการศึกษาเรื่องนี้ 2. อิมิลี่ เดอร์ไคม์ และ แม็กซ์ เวเบอร์ ได้พยายามสร้างหลักการและกฎเกณฑ์ของการศึกษาสังคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยพิจารณารายละเอียดหรือระบบความสัมพันธ์ของตนในแง่ต่าง ๆ กัน ตลอดจนเน้นวิเคราะห์ "การกระทำทางสังคม" 3. A.R. Radcliffe Brown และ Bronislaw Malinowski ได้ศึกษาสังคมโดยเน้น การศึกษาด้านโครงสร้างและหน้าที่ ซึ่งเปรียบเทียบว่าสังคมเป็นเสมือนร่างกายของมนุษย์ 4. Karl Marx นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน มองสังคมในแง่ของการขัดกันของคนในสังคม การขัดกันนี้ก็เพื่อสร้างความสมดุลแห่งสังคมขึ้นในขั้นสุดท้าย เขากล่าวว่า "การขัดกันระหว่างคนสองกลุ่มแต่ละสังคมเป็นไปตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ" โดยกล่าวไว้ในหนังสือชื่อ Critique of Political Economy มาร์กซ์ กล่าวว่า สังคมเศรษฐกิจโบราณมักมีการขัดแย้งกันระหว่าง ทาสกับนายทาส ในสังคมสมัยกลางมีการขัดแย้งระหว่าง ข้าติดที่ดินกับเจ้าของที่ดิน ในสังคมทุนนิยมมีการขัดแย้งกันระหว่าง ชนชั้นกรรมาชีพกับนายทุน สังคมนิยมเป็นวาระสุดท้ายของการแสวงหาผลประโยชน์ระหว่างมนุษยชาติ ในสังคมนิยมชนชั้นจะหมดไป ความสงบสุขก็เกิดขึ้นในสังคม การมองสังคมตามแนวความคิดที่คัดค้าน คาร์ล มาร์กซ์ เช่น เดอร์ไคม์และเวเบอร์ เป็นการมองบนพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกสังคมจะต้องมี "ดุลยภาพทางสังคม" (Social Equilibrium) กล่าวคือ สังคมจะต้องมีความสมดุล แม้ในบางครั้งจะสูญเสียความสมดุลไป แต่ในที่สุดก็จะพยายามลดหรือแก้ปัญหานั้นไป 5. เอ็ดมันด์ ลีช (Edmund Leach) นักมานุษยวิทยาสังคมชาวอังกฤษ กล่าวว่า สังคมไม่จำเป็นต้องมีดุลยภาพเสมอไป ทั้งนี้เพราะสังคมอาจเกิดความไม่สงบและเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วอาจเปลี่ยนกลับคืนมาในลักษณะเดิมอีก เช่น สังคมชาวกะฉิ่นในประเทศพม่า ซึ่งเขาได้ใช้เวลาในการศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน 6. J.A. Barnes, J. Boissevain, E. Bott และ J. Van Velsen ได้ให้ความสนใจในการศึกษาเฉพาะพฤติกรรมของแต่ละปัจเจกบุคคล ในสังคมที่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละสถานการณ์หนึ่ง ๆ เท่านั้น ซึ่งเรียกวิธีการศึกษาแบบนี้ว่า "สายใยของพฤติกรรมเฉพาะกิจ" (Network Analysis) โดยมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการแข่งขัน 7. นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางกลุ่มใช้วิธีการศึกษาโดยมองพฤติกรรมในรูปของสัญลักษณ์ (Symbol) เช่น ในสังคมที่มีกษัตริย์จะมีฉัตรหรือสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงแปลกแตกต่างไปจากสัญลักษณ์ของคนธรรมดาทั่วไป บางสังคมใช้สีดำ หมายถึงความโศกเศร้า บางสังคมใช้ดอกกุหลาบเป็นสื่อที่แสดงถึงความรัก ความสดชื่น เป็นต้น |
|
|