Advertising
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
Online
254 คน
DOWNLOAD
Home
SO
103 สรุปสังคมวิทยาและมนุษย์วิทยาเบื้องต้น
บทที่ 1 ปรัชญาว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์
มนุษย์ : การอยู่ร่วมกันเป็นสังคม
นักปรัชญาชาวกรีกชื่อ อริสโตเติล (Aristotle)
กล่าวว่า "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" (Social Animal) ซึ่งหมายความว่า
มนุษย์จะมีชีวิตอยู่รวมกันเป็นหมู่เหล่า มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันในหมู่มวลสมาชิก
ซึ่งอาจเป็นชาติเดียวกัน นับถือศาสนาและพูดภาษาเดียวกัน มีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน
สาเหตุที่มนุษย์ต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม
มีดังนี้
1. มนุษย์มีระยะแห่งการเป็นทารกนาน และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในระยะเริ่มต้นของชีวิต
ทำให้มนุษย์จำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และสร้างแบบแผนของความสัมพันธ์ในรูปของครอบครัวเกิดขึ้น
รวมทั้งมีเครือญาติ วงศ์วาน เพื่อนบ้าน และความสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่น
ๆ
2. เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถทางด้านสมอง สามารถคิดค้น และควบคุมธรรมชาติได้
เพราะการควบคุมธรรมชาตินั้น บุคคลคนเดียวไม่สามารถที่จะกระทำได้ ต้องอาศัยความร่วมมือและแบ่งงานกันทำกับคนอื่น
ๆ ในสังคม ซึ่งการช่วยเหลือและพึ่งพาอาศัยกันนี้เป็นวิธีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่ง
3. มนุษย์มีความสามารถสร้างวัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งสามารถสร้างการติดต่อสื่อสาร
ศาสนา ค่านิยม ฯลฯ ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้จำเป็นต้องส่งผ่านไปยังอนุชนรุ่นหลัง
ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกันเพื่อรับการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม
การศึกษาสังคม : ศาสตร์หรือสามัญสำนึก
เมื่อมนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม นักปรัชญาทั้งหลายก็ให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับ
"คนและสังคม" ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
- ระยะแรก (ก่อนศตวรรษที่ 18) ของการศึกษานั้น
ความรู้ที่ได้รับมักจะออกมาในรูปของสามัญสำนึก (Common Sense) ทั้งนี้เพราะว่าปรากฏการณ์ทางสังคมเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นและประสบได้ด้วยประสาทสัมผัสตั้งแต่เกิดจนตาย
หรือเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ๆ กันจากประสบการณ์ตรงของเขา ดังนั้นการตั้งกฎเกณฑ์และทฤษฎีของการศึกษาสังคมในสมัยนั้นจึงยังไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นศาสตร์
(Science)
- ระยะที่สอง (ปลายศตวรรษที่ 18) การศึกษาเรื่องสังคมได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการศึกษามนุษย์กับสังคม
นักคิดที่ได้พยายามทำให้ความรู้เกี่ยวกับคนและสังคมกลายเป็น "วิทยาศาสตร์ทางสังคม"
ขึ้นมา คือ August Comte และ Herbert Spencer
วิทยาศาสตร์ทางสังคมได้พยายามใช้วิธีการศึกษาเหมือนกับการทดลองวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษามนุษย์และสังคมมนุษย์
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การศึกษาวิชาสังคมวิทยา-มานุษยวิทยานั้น มีลักษณะดังนี้
1. มีคำจำกัดความที่แน่นอน
2. มีการสังเกตและใช้การศึกษาที่เป็นระบบ
3. มีการจำแนกปรากฏการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่
4. มีการจัดระเบียบปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์เหล่านั้น
5. มีการควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้
6. มีการตั้งและทดสอบสมมติฐาน ตลอดจนการตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบายสมมติฐานต่าง
ๆ
7. มีการวิเคราะห์ต่อเนื่องกันไปเพื่อติดตามผลว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
เราศึกษาสังคมไปทำไม
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสังคมมนุษย์จะมีประโยชน์ดังนี้
1. เพื่อให้เข้าใจลักษณะรูปแบบและโครงสร้างของสังคมต่างๆ ทั้งสังคมของตนและสังคมอื่นๆ
2. เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้มีการดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข
3. เพื่อให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงของปัญหาทางสังคม ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นโทษ
เช่น การมีอาชญากรรม แหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาที่คนในสังคมมักจะประสบอยู่เสมอ
ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาทำให้เราเข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุให้พฤติกรรมเบี่ยงเบน
เพื่อจะสามารถร่วมกันแก้และปัดเป่าปัญหานั้นให้หมดไป
4. เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะได้นำไปใช้ประโยชน์กับวิชาชีพต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาสังคมมนุษย์
: วิธีการที่ใช้ศึกษา
ในระยะเริ่มแรกของการใช้กฎเกณฑ์การศึกษาสังคมโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั้น
ปรมาจารย์ทางสังคมวิทยาได้มองสังคมในรูปต่าง ๆ กัน เช่น
1.
ออกัส ค้องท์ และ เฮอร์เบอร์ท สเปนเซอร์ ได้พยายาม มองสังคมเป็นส่วนรวมโดยพิจารณาศึกษาว่าสังคมเป็นหน่วยของการศึกษาหน่วยหนึ่ง
ซึ่งจะต้องพิจารณาศึกษารวม ๆ กันไป
เเ นักสังคมวิทยารุ่นแรกนี้สนใจศึกษาถึงการกำเนิดของสังคม วิวัฒนาการของสังคม
และสังคมในอนาคตน่าจะเป็นเช่นไร แนวความคิดเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากการศึกษา
การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ ชาร์ลส์
ดาร์วิน เป็นผู้นำทางการศึกษาเรื่องนี้
2. อิมิลี่ เดอร์ไคม์ และ แม็กซ์ เวเบอร์
ได้พยายามสร้างหลักการและกฎเกณฑ์ของการศึกษาสังคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
โดยพิจารณารายละเอียดหรือระบบความสัมพันธ์ของตนในแง่ต่าง ๆ กัน ตลอดจนเน้นวิเคราะห์
"การกระทำทางสังคม"
3. A.R. Radcliffe Brown และ Bronislaw Malinowski
ได้ศึกษาสังคมโดยเน้น การศึกษาด้านโครงสร้างและหน้าที่ ซึ่งเปรียบเทียบว่าสังคมเป็นเสมือนร่างกายของมนุษย์
4. Karl Marx นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน
มองสังคมในแง่ของการขัดกันของคนในสังคม การขัดกันนี้ก็เพื่อสร้างความสมดุลแห่งสังคมขึ้นในขั้นสุดท้าย
เขากล่าวว่า "การขัดกันระหว่างคนสองกลุ่มแต่ละสังคมเป็นไปตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ"
โดยกล่าวไว้ในหนังสือชื่อ Critique of Political Economy
มาร์กซ์ กล่าวว่า สังคมเศรษฐกิจโบราณมักมีการขัดแย้งกันระหว่าง
ทาสกับนายทาส ในสังคมสมัยกลางมีการขัดแย้งระหว่าง ข้าติดที่ดินกับเจ้าของที่ดิน
ในสังคมทุนนิยมมีการขัดแย้งกันระหว่าง ชนชั้นกรรมาชีพกับนายทุน สังคมนิยมเป็นวาระสุดท้ายของการแสวงหาผลประโยชน์ระหว่างมนุษยชาติ
ในสังคมนิยมชนชั้นจะหมดไป ความสงบสุขก็เกิดขึ้นในสังคม
การมองสังคมตามแนวความคิดที่คัดค้าน คาร์ล มาร์กซ์
เช่น เดอร์ไคม์และเวเบอร์ เป็นการมองบนพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกสังคมจะต้องมี
"ดุลยภาพทางสังคม" (Social Equilibrium) กล่าวคือ สังคมจะต้องมีความสมดุล
แม้ในบางครั้งจะสูญเสียความสมดุลไป แต่ในที่สุดก็จะพยายามลดหรือแก้ปัญหานั้นไป
5. เอ็ดมันด์ ลีช (Edmund Leach)
นักมานุษยวิทยาสังคมชาวอังกฤษ กล่าวว่า สังคมไม่จำเป็นต้องมีดุลยภาพเสมอไป
ทั้งนี้เพราะสังคมอาจเกิดความไม่สงบและเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
แล้วอาจเปลี่ยนกลับคืนมาในลักษณะเดิมอีก เช่น สังคมชาวกะฉิ่นในประเทศพม่า
ซึ่งเขาได้ใช้เวลาในการศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน
6. J.A. Barnes, J. Boissevain, E. Bott และ
J. Van Velsen ได้ให้ความสนใจในการศึกษาเฉพาะพฤติกรรมของแต่ละปัจเจกบุคคล
ในสังคมที่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละสถานการณ์หนึ่ง ๆ เท่านั้น ซึ่งเรียกวิธีการศึกษาแบบนี้ว่า
"สายใยของพฤติกรรมเฉพาะกิจ" (Network Analysis) โดยมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการแข่งขัน
7. นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางกลุ่มใช้วิธีการศึกษาโดยมองพฤติกรรมในรูปของสัญลักษณ์
(Symbol) เช่น ในสังคมที่มีกษัตริย์จะมีฉัตรหรือสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
จึงแปลกแตกต่างไปจากสัญลักษณ์ของคนธรรมดาทั่วไป บางสังคมใช้สีดำ หมายถึงความโศกเศร้า
บางสังคมใช้ดอกกุหลาบเป็นสื่อที่แสดงถึงความรัก ความสดชื่น เป็นต้น
Dekthai.net Banner Exchange
รวมเว็บ ม.รามคำแหง
» หน้าหลักภาษาไทย
» English Page
» สถาบันคอมพิวเตอร์
» สำนักหอสมุดกลาง
» ศูนย์บริการสืบค้นข้อมูล
» RU.Internet
» e-Book
» e-Learning
» Huamark.com
» Faikham.com
» ศูนย์บริการเทคโนโลยีฯ
» ศูนย์ปฏิบัติการคอมฯ
»Ru
comp Moblie and Network
»งานประชาสัมพันธ์ ม.ราม
» ดอกสุพรรณิการ์
» TV on Internet
» หลวงพ่อจรัญฯ
» อ.บ.ต.
» หมายเลขโทรศัพท์
»