|
|
Advertising |
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
Online
288 คน |
|
|
|
DOWNLOAD |

 |
 |
|
Home
SC
103 สรุปวิทยาศาสตร์ทั่วไป |
|
บทที่ 1 ประวัติ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์
|
ความหมายของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์
คือ ความรู้ซึ่งจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ และจัดแยกเป็นสาขา แขนงต่าง
ๆ โดยความรู้เหล่านี้จะต้องพิสูจน์ได้ด้วยการทดลองและการอนุมาน
ในตอนต้นศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มใช้การพิสูจน์หาความจริงโดยการทดลอง
เพื่อให้รู้ว่าความรู้ที่ตนมีอยู่นั้นเป็นความจริงหรือไม่ซึ่งนักปรัชญาคนแรกที่ใช้การทดลองเพื่อนำไป
พิสูจน์ความจริง คือ ปราชญ์กาลิเลโอ
วิทยาศาสตร์จำแนกออกเป็นสาขาใหญ่
ๆ 2 สาขา คือ
1. วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science)
เป็นวิทยาศาสตร์สาขาใหญ่ ซึ่งอธิบายถึงความรู้ในเรื่องวัตถุที่มีอยู่ในธรรมชาติ
เช่น
- ฟิสิกส์ (Physics) กล่าวถึงความรู้ในเรื่องพลังงานและคุณสมบัติต่าง
ๆ ภายนอกเนื้อวัตถุ เช่น สีของวัตถุ, การที่วัตถุหดตัวเมื่อเราบีบอัด
หรือขยายตัวเมื่อเราเผาให้ร้อน เป็นต้น
- เคมี (Chemistry) กล่าวถึงคุณสมบัติภายในเนื้อวัตถุ ว่าวัตถุนั้นประกอบด้วยอะไรและมีโครงสร้างเป็นอย่างไร
- ชีววิทยา (Biology) คือ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่ของพืชและสัตว์
นอกจากวิชาที่กล่าวมายังมีวิชาอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น อุตุนิยมวิทยา คณิตศาสตร์
ธรณีวิทยา สถาปัตยกรรม และดาราศาสตร์ เป็นต้น
2. วิทยาศาสตร์สังคม (Social Science)
หมายถึง วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตทางสังคมต่าง ๆ เช่น
จิตวิทยา รัฐศาสตร์ และสังคมวิทยา เป็นต้น
วิทยาศาสตร์สองสาขาดังกล่าว
แบ่งออกเป็น 2 สาขาย่อย ๆ คือ
1. วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science)
เป็นวิทยาศาสตร์ที่บรรยายถึงความเป็นไปของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น วิชาฟิสิกส์
เคมี ดาราศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา เป็นต้น
2. วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science)
เป็นวิชาที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ไปใช้ในกิจกรรมต่าง
ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น วิชาแพทย์ วิศวกรรม จิตวิทยาประยุกต์
เป็นต้น
ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ในประเทศต่าง
ๆ
อียิปต์
ความเจริญในอียิปต์เห็นได้จากการสร้างพีระมิด
การทำกระดาษพาไพรัส (Papyrus) ซึ่งทำจากพืชพวกหญ้า โดยนำมาเรียงซ้อนกันแล้วอัดให้แน่นเป็นแผ่น
ซึ่งชาวอียิปต์จะจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงบนกระดาษพาไพรัส โดยใช้อักขระโบราณที่เรียกว่า
"Hieroglyphic" และในขณะเดียวกันพวก เ Assyrians ที่อยู่ในแถบเมโสโปเตเมีย
(บาบิโลเนีย) ก็จารึกเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยอักขระคูนิฟอร์ม (Cuneiform)
ไว้บนอิฐเผาเช่นกัน
อียิปต์ในยุคโบราณมีการเจริญหลายด้านด้วยกัน
เช่น
- ด้านคณิตศาสตร์ พบวิชาเรขาคณิต
เห็นได้จากการสร้างพีระมิดซึ่งจะถูกต้องตามสัดส่วนต้องมีความรู้ด้านเรขาคณิตดี
เช่น ระบบเลขฐาน 10
- ด้านถลุงโลหะ พบว่าแร่หลายชนิดถลุงผสมกันได้โลหะผสม
(Alloy) เช่น ทองบรอนซ์ และทองเหลือง เป็นต้น
- ด้านการแพทย์ มีหมอคนแรกของอียิปต์
คือ อิมโฮเทพ
กรีก
เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่เคยมีความเจริญทางวิทยาศาสตร์
และในปัจจุบันก็ยังมีการนำแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์กรีกหลายท่านมาใช้
เช่น
1. เทลีส กล่าวว่า โลกประกอบด้วยน้ำ และทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากน้ำทั้งนั้น
2. เดโมคริตัส อธิบายว่า สสารต่าง ๆ ประกอบด้วยอะตอม และการเรียงตัวกันของอะตอมทำให้เกิดสสาร
สมัยนั้นพวกที่เชื่อเรื่องของอะตอมจะเรียกตัวเองว่า พวกอะตอมมิสต์ (Atomist)
3. ฮิปโปเครติส เป็นผู้นำเอาวิทยาศาสตร์ไปใช้ในทางการแพทย์
4. อริสโตเติล เป็นผู้ที่จำแนกพืชและสัตว์ออกเป็นพวก ๆ จึงนับได้ว่าเป็นนักชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่มากในสมัยนั้น
5.ยุคลิด เป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
6. อาร์คิมิดีส เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่นำเอาความรู้ที่ได้จากการสังเกตในทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ให้เป็นประโยชน์
เช่น นำเอาความรู้ทางกลศาสตร์มาประยุกต์
7. ปโทเลมี ได้เขียนตำราทางดาราศาสตร์ที่เขาค้นคว้าขึ้นมาถึง 13 เล่ม
จัดได้ว่าเป็น
นักดาราศาสตร์ที่สำคัญมากคนหนึ่ง
จีน
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของจีนอยู่ในยุคมนุษย์บรอนซ์
โดยดูจากการขุดพบโบราณวัตถุ เครื่องมือทางยา ค้นพบการทำกระดาษ การทำเข็มทิศเพื่อใช้ในการเดินเรือ
มีการใช้แม่เหล็ก มีการใช้รอก และอื่น ๆ แต่ไม่เจริญเท่าที่ควรเป็นเพราะผู้ที่ศึกษาวิทยาการและผู้ลงมือปฏิบัติหรือพวกช่างฝีมือไม่ร่วมมือกัน
เนื่องจากถือชั้นวรรณะว่าช่างฝีมือเป็นพวกที่ไม่มีเกียรติ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1. สังเกตและตั้งปัญหา
2. ตั้งสมมติฐาน
3. ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล
4. ทดลอง มี 2 แบบ คือ
1) การวิเคราะห์ (Analysis) คือ
การทดลองโดยแยกชิ้นส่วนเดิม ซึ่งเป็นชิ้นใหญ่ให้ย่อยลงมาเป็นส่วนเล็ก
ๆ
2) การสังเคราะห์ (Synthesis)
คือ การสร้างสรรค์ หรือการผลิต หรือการเตรียมสาร ซึ่งใช้เป็นประโยชน์สำหรับมนุษย์นานาประการ
5. สรุปผล
ผลสรุปจากการทดลอง นักวิทยาศาสตร์จะเสนอเป็นข้อมูลในรูปต่าง
ๆ เช่น
- ทฤษฎี คือ ข้อมูลหลัก ซึ่งอ้างได้เป็นความจริง
ใช้กันมาเป็นเวลานานจนเกิดประโยชน์นานาประการต่อความรู้อื่น ๆ และต่อมนุษย์
เช่น ทฤษฎีอะตอมของดาลตัน
- สมมติฐาน คือ ความรู้ซึ่งเป็นข้อมูลหลัก
และยังขาดข้อพิสูจน์ว่าเป็นความจริง แต่เอามาใช้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และต่อวิทยาการได้ดี
เช่น สมมติฐานของอโวกาโดร
- กฎ คือ การนำทฤษฎีหรือสมมติฐานมาพิสูจน์หรือทดสอบโดยการทดลอง
หรือโดยทางคำนวณและอนุมานว่าเป็นจริงแล้ว เช่น กฎของบอยล์ กฎของชาร์ลส์
สาระสำคัญของบทที่
1 ที่เคยออกสอบ
1. นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่เริ่มพิสูจน์หาความจริงโดยการทดลองคือ กาลิเลโอ
2. วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ วิชาวิศวกรรม, วิชาแพทย์, วิชาวิศวกรรมเหมืองแร่,
วิชาจิตวิทยาประยุกต์, วิชาเคมีประยุกต์ เป็นต้น
3. กระดาษพาไพรัส (Papyrus) ทำจากพืชพวกหญ้านำมาอัดให้แน่นเป็นแผ่น ใช้จดเรื่องราวต่าง
ๆ ในอดีต เกิดขึ้นในประเทศ อียิปต์
4. นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ได้นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เป็นประโยชน์คือ
อาร์คิมิดีส
5. พวก Assyrian จารึกอักขระโบราณไว้บนอิฐเผาที่เรียกว่า คูนิฟอร์ม (Cuneiform)
6. ชนชาติที่ไม่สนใจค้นคว้าศึกษาหาความรู้ให้กว้างขวางขึ้น และเชื่อว่าปรากฏการณ์ต่าง
ๆ ที่เกิดในธรรมชาติเป็นไปตามความประสงค์ของพระเจ้าคือ ชาวโรมัน
7. ระเบียบการศึกษาวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้
ตั้งปัญหา ตั้งสมมติฐาน ศึกษาหาข้อมูล ทดลอง และสรุปผล
8. ข้อมูลหลักซึ่งสามารถอ้างได้ว่าเป็นจริงเรียกว่า ทฤษฎี
|
|
|
|
|
|
|
WebThaiThai Exchange
Dekthai.net Banner Exchange
BannerExchangeNetwork
|
|
|
|