|
|
Advertising |
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
|
 |
|
 |
 |
|
|
|
|
|
|
Online
562 คน |
|
|
DOWNLOAD |

 |
 |
|
Home
PS
110 สรุปการเมืองและการปกครองของไทย (2) |
เอ็ดวาร์ด ชิลล์ (Edward Shils)
นักรัฐศาสตร์สมัยใหม่ เห็นว่า ระบบการเมืองของไทยในสมัยรัฐบาลทหาร มี
2 รูปแบบ คือ
1. แบบคณาธิปไตยนำสมัย
เป็นระบบการเมืองที่ถูกครอบคลุมโดยระบบราชการและ/หรือคณะทหาร โดยมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือโดยไม่มีรัฐธรรมนูญเลย
ซึ่งมีจุดประสงค์สำคัญ คือ การพยายามสร้างประสิทธิภาพและความมีเหตุผลในการบริหารงาน
โดยอาจมีเป้าหมายที่มุ่งหวังจะสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาก็ได้
2. แบบประชาธิปไตยชี้นำ
เป็นระบบการเมืองที่รวมอำนาจไว้ที่ฝ่ายบริหารและระบบราชการ แม้จะมีรัฐสภา
มีการเลือกตั้ง และมีเสรีภาพทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงในแง่รูปแบบเท่านั้น
ลักษณะการใช้อำนาจ
โดยทั่วไปอาจแบ่งลักษณะการใช้อำนาจออกเป็น 3
ระดับ คือ
1. เบ็ดเสร็จหรือควบคุมถ้วนทั่ว
(Totalitarianism) คือ การที่รัฐบาลหรือผู้ปกครอง ใช้อำนาจควบคุมประชาชนอย่างเคร่งครัดแทบจะสิ้นเชิงในทุกด้าน
ทั้งเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตัวอย่างเช่น รัฐบาลฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์
2. อำนาจนิยม
(Authoritarianism) คือ การที่รัฐบาลให้เสรีภาพแก่ประชาชนพอสมควร
โดยเฉพาะเสรีภาพทางด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่จะไม่ยอมให้เสรีภาพทางการเมือง
เป็นลักษณะที่เห็นได้ชัดในรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ตัวอย่างเช่น
รัฐบาลทหารของไทยในอดีต เป็นต้น
3. อิสระนิยมหรือเสรีนิยม
(Liberalism) คือ การที่รัฐบาลพยายามใช้อำนาจในการปกครองน้อยที่สุด
ปล่อยให้ประชาชนมีเสรีภาพอย่างกว้างขวาง โดยรัฐบาลจะเข้าควบคุมหรือรักษากฎเกณฑ์เฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลของประเทศเสรีประชาธิปไตยต่าง ๆ
นอกจากนี้แล้ว ยังมีลักษณะการใช้อำนาจแบบอื่น
ๆ อีก เช่น รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีลักษณะการใช้อำนาจแบบนายปกครองบ่าวหรือเจ้าปกครองข้า,
รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยสุโขทัยมีลักษณะการใช้อำนาจแบบบิดาปกครองบุตร
เป็นต้น
ลัทธิหรืออุดมการณ์
ลัทธิหรืออุดมการณ์ หมายถึง
ความเชื่อถือหรือจุดมุ่งหมายในการปกครอง
ลัทธิสำคัญ ๆ ที่เป็นเป้าหมายหรืออุดมการณ์ในการปกครอง
มีดังนี้
1.
ลัทธิฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์ มักบันดาลให้รูปการปกครองเป็นแบบเผด็จการโดยคณะบุคคล
และมีลักษณะการใช้อำนาจเป็นแบบเบ็ดเสร็จ
เเ ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นลัทธิหรือความเชื่อที่เคยทำให้เกิดสงครามประชาชนในประเทศไทย
ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2507 - 2526 โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้น
เพื่อทำการต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล และเรียกตังเองว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย
2.
ลัทธิสังคมนิยม เป็นลัทธิทางเศรษฐกิจที่รัฐเข้าควบคุมในด้านเศรษฐกิจหลักของประเทศ
โดยรูปการปกครองอาจจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็ได้
3.
ลัทธิเสรีนิยม เป็นลัทธิที่มีรูปการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย
และมีลักษณะการใช้อำนาจแบบอิสระนิยม
4.
ลัทธิเทวสิทธิ์ เป็นลัทธิที่เป็นรากฐานการปกครองของไทยในอดีตก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. 2475 ซึ่งความเชื่อในลัทธินี้เป็นผลให้ประชาชนยอมอยู่ภายใต้อำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์
ยอมรับว่ากษัตริย์เป็นเสมือนสมมุติเทพ ได้รับมอบอำนาจมาจากสวรรค์ ประชาชนไม่มีสิทธิต่อต้านหรือโต้แย้ง
ต้องยอมรับความเป็น "ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน" ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนขึ้นอยู่กับการกำหนดของผู้ปกครอง
5.
ลัทธิชาตินิยม ซึ่งยึดมั่นในเรื่องความมั่นคงของชาติ เป็นลัทธิหรืออุดมการณ์ที่ครอบงำบรรยากาศการเมืองไทยในระยะแรกๆ
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยจะเห็นได้จากการปฏิวัติรัฐประหารในอดีตที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งมักจะอ้างสาเหตุประการหนึ่งว่า
มีภัยคุกคามความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือมีภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ
ซึ่งจะส่งผลให้รูปการปกครองเป็นแบบเผด็จการ และมีลักษณะการใช้อำนาจแบบอำนาจนิยมที่ปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง
|
|
|
|
|
WebThaiThai Exchange
Dekthai.net Banner Exchange
|
|
|
|