Home
PA 200  สรุปการบริหารรัฐกิจเบื้องต้น
บทนำ
     การบริหารรัฐกิจเบื้องต้น มีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ

1. เพื่อให้เข้าใจถึงความหมายและขอบข่ายของการศึกษาบริหารรัฐกิจ

2. เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการและแนวโน้มของการศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจจะเป็นไปในอนาคต

3. เพื่อให้ทราบและเข้าใจถึงสิ่งแวดล้อมของการบริหารรัฐกิจ บทบาท และอิทธิพลของ
สิ่งแวดล้อมที่มีต่อประชาชนที่เป็นลูกค้าขององค์การบริหารรัฐกิจ และต่อความสำเร็จของการบริหารรัฐกิจ

4. เพื่อให้เข้าใจและวิเคราะห์ถึงเทคนิคและกระบวนการบริหารงานตั้งแต่การวางนโยบายของรัฐและการวางแผน องค์การและการจัดรูปองค์การ การบริหารงานบุคคล การบริหารการคลังสาธารณะ การสื่อความเข้าใจ การจูงใจ การวินิจฉัยสั่งการ และเทคนิคเชิงปริมาณ

     การบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์
     คำว่า "การบริหารรัฐกิจ" หรือ "รัฐประศาสนศาสตร์" นั้น มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Public Administration ซึ่งจะมีความหมายเป็น 2 นัยหรือ 2 ด้าน คือ ในฐานะที่เป็นศาสตร์ (Science) หรือเป็นสาขาวิชาการ (A Field of Study) และในฐานะที่เป็นการปฏิบัติงาน (Activities) หรือเป็นกิจกรรม

     ในแง่วิชาการนั้นศาสตร์ที่เรียกว่า วิชาบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์มักจะใช้แทนกันได้ แล้วแต่ว่าเป็นวิชาการของสำนักใด เช่น ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเรียกวิชานี้ว่า "วิชาบริหารรัฐกิจ" ส่วนที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะเรียกวิชานี้ว่า "รัฐประศาสนศาสตร์"

     ศาสตร์ (Science) ในทัศนะของนักวิชาการทางสังคมศาสตร์นั้นจะมีความเห็นแตกต่างกัน โดยนักวิชาการบางกลุ่มมองศาสตร์เป็น "องค์แห่งความรู้ที่ได้มาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เคร่งครัด และเป้าหมายของศาสตร์ก็คือการสร้างทฤษฎีเพื่อให้เข้าใจ พรรณนา อธิบาย และพยากรณ์ปรากฏการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม" เช่นในทัศนะของนักรัฐศาสตร์กลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ และกลุ่มประจักษนิยม เป็นต้น
แต่นักวิชาการบางกลุ่มมองศาสตร์ในทัศนะอย่างไม่เคร่งครัดเหมือนกับ "ศาสตร์" ในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ดังเช่น กมล อดุลพันธุ์ มองว่า "ศาสตร์เป็นวิชาการที่รวบรวมเป็นระบบ มีหลักการ มีกฎเกณฑ์ที่สามารถศึกษาได้ และนำมาถ่ายทอดกันได้"

      กวี รักษ์ชน มีความเห็นว่า รัฐประศาสนศาสตร์หรือวิชาบริหารรัฐกิจจะมีลักษณะเป็นศาสตร์อย่างอ่อน (Soft Science) ต่างจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นศาสตร์อย่างแข็ง (Hard Science) ดังนั้น
รัฐประศาสนศาสตร์จึงไม่อาจจะเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยการศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เคร่งครัดเหมือนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้
ฒ ลักษณะของ "การบริหารรัฐกิจ" หรือ "รัฐประศาสนศาสตร์" มีดังนี้คือ

1. เป็นสังคมศาสตร์ประยุกต์ หรือเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่แยกออกมาจากวิชารัฐศาสตร์ ดังนั้นรัฐประศาสนศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์สาขาต่าง ๆ เช่น ตรรกวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยาสังคม ฯลฯ

2. ไม่ให้ความสนใจในเรื่อง "ความบริสุทธิ์" ของศาสตร์

3. ปัจจุบันนิยมศึกษาในรูปของสหวิทยาการ (Inter - Disciplinary Approach) คือ เกี่ยวพันกับศาสตร์สาขาต่าง ๆ ยากที่จะแยกออกจากกันได้

4. ต้องนำเอาสังคมศาสตร์สาขาต่าง ๆ มากำหนดนโยบายในการบริหารงานของรัฐ

     ในด้านความเป็นศาสตร์นั้น เป้าหมายของศาสตร์ก็คือการพยายามหาหลักการ กฎเกณฑ์ หรือทฤษฎี ที่สามารถเป็นข้อสรุปโดยทั่วไป (Generalization) ของพฤติกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทุกสังคมในลักษณะที่เป็นสากล (Universality)

      แต่ในปัจจุบันนี้นักวิชาการต่าง ๆ ได้ยอมรับกันว่า วิชาสังคมศาสตร์นั้นจะมีข้อจำกัดหรือมีขอบเขตทางด้านวัฒนธรรม (Cultural Bound) กล่าวคือ หลักการ กฎเกณฑ์ หรือทฤษฎีที่ได้มาจากการศึกษาของสังคมหนึ่ง

     อาจจะไม่สามารถนำมาใช้อธิบายหรือนำมาใช้ได้กับอีกสังคมหนึ่งก็ได้ เช่น ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา สามารถนำเอาความรู้ที่เป็นข้อค้นพบจากประเทศพัฒนาแล้วมาใช้ได้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งอาจจะนำมาใช้ไม่ได้ เป็นต้น

     จากแนวความคิดดังกล่าว ได้มีกลุ่มนักวิชาการได้พยายามสร้างศาสตร์ที่เหมาะกับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาขึ้นมา เรียกว่า พัฒนบริหารศาสตร์ (Development Administration) โดยนักวิชาการในกลุ่มนี้เห็นว่าความรู้ของวิชาการบริหารรัฐกิจ (Public Administration) ที่ค้นพบจากประเทศพัฒนาแล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับประเทศกำลังพัฒนาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ฒ ลักษณะของวิชา "พัฒนบริหารศาสตร์" (Development Administration) มีดังนี้คือ

1. จัดเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐประศาสนศาสตร์

2. เป็นศาสตร์ที่พยายามสร้างขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา

นักวิชาการที่ศึกษาการบริหารรัฐกิจมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป 3 เหตุผล (ความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับพาราไดม์ที่ศึกษา) คือ

1. นักวิชาการแต่ละกลุ่มมีการรับรู้หรือมีอัตตวิสัยที่แตกต่างกัน
2. กิจกรรมของรัฐบาลมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างมาก
3. สภาวการณ์และปัญหาต่าง ๆ ของสังคมมีความแตกต่างกัน

     เทคนิคหรือกระบวนการบริหาร (Administrative Process) ซึ่งเป็นงานหรือหน้าที่ที่นักบริหารจะต้องทำ มีดังนี้คือ
1. การวางแผนและนโยบายของรัฐ
2. องค์การและการจัดองค์การ
3. การบริหารงานบุคคล
4. การบริหารงานคลัง

     เทคนิคหรืองานการบริหารอื่น ๆ ที่ช่วยให้นักบริหารทำงานได้มีประสิทธิภาพ มีดังนี้คือ
1. การสื่อความเข้าใจ
2. การจูงใจ
3. การวินิจฉัยสั่งการ

     การบริหารงานบุคคลเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับองค์การหรือหน่วยงานเริ่มตั้งแต่
1. การวางนโยบายและการวางแผนเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์
2. การสรรหาบุคคลให้ได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ
3. การพัฒนาแรงงานให้มีคุณภาพอยู่เสมอ
4. การศึกษาประสิทธิภาพของการทำงานภายใต้ภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน

      สิ่งแวดล้อมทั่วไปที่มีอิทธิพลต่อการบริหารในองค์การ คือ
1. ลักษณะของวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมของคนในชาติ
2. สภาพเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ภูมิประเทศของประเทศ
3. ปัจจัยทางด้านประชากร ปัจจัยทางด้านกฎหมาย และเทคโนโลยี

     กลุ่มรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่ (New Public Administration) มีความเห็นว่ารัฐประ-
ศาสนศาสตร์หรือวิชาบริหารรัฐกิจนั้น จะมีลักษณะเป็นศาสตร์อย่างอ่อน (Soft Science) ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคการศึกษาและการวิจัยที่เคร่งครัดในวิธีการทางวิทยาศาสตร์มากนัก

     วิชาพัฒนบริหารศาสตร์ (Development Administration) เป็นวิชาที่ศึกษาถึงการบริหารงานของประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ซึ่งเห็นว่าในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีลักษณะสิ่งแวดล้อมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรสร้างศาสตร์ให้เหมาะสมกับประเทศนั้น ๆ ด้วย