|
|
Advertising |
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
Online
247 คน |
|
|
|
DOWNLOAD |

 |
 |
|
Home
MB
301 สรุปการบริหารการเงินธุรกิจ 1 |
|
บทที่ 1เป้าหมาย
และหน้าที่ของการเงิน
|
ลักษณะของการเงิน
การเงิน (Finance)
คือ การบริหารงานเกี่ยวกับการหมุนเวียนของเงินผ่านองค์การ ไม่ว่าองค์การนั้นจะมีลักษณะเป็นบริษัท
ธนาคาร หน่วยงานของรัฐหรือโรงเรียนก็ตาม หรือไม่ว่าองค์การนั้นจะเป็นรูปลักษณะใดก็ตาม
องค์การต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีการไหลของเงินผ่านองค์การ เพราะฉะนั้นการไหลเวียนของเงินจึงเป็นจุดสำคัญสำหรับองค์การต่าง
ๆ
การไหลเวียนของเงินมีหลายรูปแบบ เช่น ถ้านักศึกษามีรายได้จากพ่อแม่ให้เงินมาก็ถือเป็นรายรับ
(เงินสดไหลเข้า) นักศึกษาก็นำเงินไปจัดสรรเป็นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก
ค่าอาหารให้เกิดประโยชน์ หรือถ้าเป็นในรูปองค์การก็เริ่มตั้งแต่การจัดหาเงินทุนมาเพื่อใช้ในการลงทุน
ซึ่งการจัดหาเงินก็หามาจากการกู้ยืมในรูปของเงินกู้ (Loans) การออกพันธบัตร
หุ้นกู้ หุ้นสามัญ เป็นต้น เมื่อได้เงินทุนมาแล้วก็นำมาลงทุนในกิจการ
เช่น ลงทุนในเงินสด ลูกหนี้ สินค้า ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาก็จะไหลหมุนเวียนอยู่ในกิจการในรูปต่าง
ๆ กัน
การเงินมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการไหลหมุนเวียนอย่างแท้จริงของเงิน
และการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ที่มีต่อเงิน การเงินจึงถือเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในการบริหารธุรกิจ
และวิชาการเงินในปัจจุบันก็เป็นการให้คำอธิบายในรูปแบบของการวิเคราะห์
(Analytical)
ความแตกต่างของความรู้ทางการเงินกับความรู้ในด้านต่าง
ๆ มีดังนี้
1. ความแตกต่างของการเงินกับการบัญชี การบัญชีเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบันทึก
การรายงาน และการวัดรายงานที่เกิดขึ้นทางธุรกิจ การบัญชีจึงช่วยจัดหาข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การ
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ผ่านมาแล้วหรือข้อมูลที่เป็นการพยากรณ์การดำเนินงานในอนาคต
ส่วนการเงินนั้นจะนำข้อมูลที่ระบบการบัญชีจัดหามาเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจ
เพื่อให้องค์การได้รับผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
2. ความแตกต่างของการเงินกับเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์การกระจายทรัพยากรในสังคม
อุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจในระบบทั้งหมด ส่วนการเงินเป็นการศึกษาที่ไม่ต้องพึ่งพาทฤษฎีมากเหมือนอย่างเศรษฐศาสตร์
แต่เป็นเรื่องที่นำมาใช้สำหรับธุรกิจหรือกิจการเฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น
เพื่อให้ธุรกิจแห่งนั้นสามารถดำเนินงานไปได้โดยปราศจากอุปสรรคหรือปัญหาที่เกี่ยวกับการเงิน
การศึกษาวิชาทางการเงินอาศัยความชำนาญเฉพาะ
โดยแยกเป็น 5 ด้าน คือ
1. การคลังสาธารณะ รัฐบาลแต่ละประเทศมีภาระในการจัดการเรื่องทางการเงินซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก
โดยรับเข้ามาจากแหล่งต่างๆ กัน และต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ให้สอดคล้องกับวิธีการและนโยบายที่กำหนดไว้
นอกจากนี้รัฐบาลไม่ได้ดำเนินงานโดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกับองค์การเอกชน
แต่จะ
พยายามดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของสังคม และเศรษฐกิจ
ดังนั้นจึงต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะเพื่อนำมาใช้เกี่ยวกับการเงินของรัฐบาล
2. การวิเคราะห์หลักทรัพย์และการลงทุน ในการซื้อหุ้นทุน พันธบัตร
และหลักทรัพย์อื่น ๆ จะต้องมีการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่อาศัยความชำนาญอย่างสูง
เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนลดความเสี่ยงและเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่ได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เลือกซื้อไว้
3. การเงินระหว่างประเทศ ประเทศแต่ละประเทศต่างมีระบบเงินตราของตนเอง
ดังนั้นเมื่อเงินไหลผ่านข้ามประเทศ บุคคล ธุรกิจ และรัฐบาลจะต้องมีความเกี่ยวพันกับปัญหาที่พิเศษมากยิ่งขึ้น
4. การเงินในรูปสถาบัน โครงร่างทางเศรษฐกิจของประเทศประกอบด้วยสถาบันการเงิน
เช่น ธนาคาร บริษัทประกันภัย ฯลฯ ซึ่งสถาบันเหล่านี้จะรวบรวมเงินออมของบุคคลต่าง
ๆ เป็นเงินออมขนาดใหญ่ เพื่อนำมาใช้ในการลงทุน สถาบันการเงินจะทำหน้าที่เกี่ยวกับเงินทุนและดำเนินงานเกี่ยวกับหน้าที่ในทางการเงินของเศรษฐกิจ
5. การบริหารทางการเงิน ธุรกิจแต่ละแห่งจะต้องเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนเพื่อดำเนินกิจการของตน
และกำหนดหลักวิธีการที่ดีที่สุดในการใช้เงินทุนนั้น ซึ่งธุรกิจต้องบริหารเงินทุนอย่างดี
ที่สุดเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายของตน จึงต้องมีการพัฒนาเครื่องมือและเทคนิคต่าง
ๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยผู้จัดการทางการเงินเกี่ยวกับการเลือกหาวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม
หน้าที่ทางการเงิน
หน้าที่ทางการเงินเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้จัดการฝ่ายการเงิน
เป็นงานที่จะต้องทำเกี่ยวกับการบริหารทางการเงิน (Financial Management)
โดยจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในระหว่างองค์การต่าง ๆ
หน้าที่ของผู้จัดการฝ่ายการเงินที่สำคัญๆ
มีดังนี้
1. การวางแผนทางการเงิน เป็นหน้าที่ที่ท้าทายและน่าสนใจที่สุดของผู้จัดการฝ่ายการเงิน
เนื่องจากผู้จัดการฝ่ายการเงินมักจะมีส่วนร่วมอยู่ในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานระยะยาวของกิจการ
ซึ่งผู้จัดการฝ่ายการเงินจะต้องทำการประมาณเงินสดไหลเข้าและไหลออกสำหรับอนาคต
ซึ่งอาจจะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามที่คาดคิดไว้ ผู้จัดการฝ่ายการเงินต้องหาวิธีการแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงเท่าที่จะสามารถทำได้
2. การบริหารทรัพย์สิน ผู้จัดการฝ่ายการเงินต้องพยายามที่จะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องสูงอยู่ตลอดเวลาเท่าที่จำเป็น
และต้องพยายามที่จะให้ได้ประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้จากเงินทุนซึ่งลงทุนไปในสินทรัพย์ต่าง
ๆ
3. การจัดหาเงินทุน ถ้าการวางแผนเงินสดไหลออกมีมากกว่าเงินสดไหลเข้า
และเงินสดคงเหลือมีไม่เพียงพอที่จะชดเชยได้ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการฝ่ายการเงินที่จะต้องหาเงินจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ
เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานในกิจการ และในการจัดหาเงินทุนนั้นก็ต้องให้เหมาะสมกับความต้องการที่คาดหมายเอาไว้ล่วงหน้า
4. หน้าที่พิเศษอื่น ๆ ผู้จัดการฝ่ายการเงินจะต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับงานต่าง
ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในกรณีพิเศษ เช่น งานในด้านเกี่ยวกับการประเมินมูลค่า
การประเมินทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อ
สินทรัพย์เหล่านี้ เป็นต้น
Financing คือ
การจัดหาเงินทุน โดยอาจจะจัดหาได้จากการก่อหนี้สิน เช่น การกู้ยืมหรือการนำส่วนของผู้เป็นเจ้าของมาลงทุน
เช่น การออกหุ้นสามัญหรือนำกำไรสะสมมาลงทุน เมื่อได้เงินทุนมาแล้วก็นำไปลงทุนในทรัพย์สินต่าง
ๆ เช่น
- ทรัพย์สินหมุนเวียน (Current Assets) ได้แก่ ลูกหนี้ เงินสด สินค้า
- ทรัพย์สินถาวร (Fixed Assets) ได้แก่ ที่ดิน เครื่องจักร อุปกรณ์ โรงงาน
พิจารณาจากงบดุลเมื่อมีการ Financing
ทรัพย์สินทางด้านซ้ายมือของงบดุลซึ่งเป็นทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมา
และเมื่อพิจารณาด้านขวามือของงบดุลก็จะทำให้ทราบว่าเงินทุนนั้นได้มาอย่างไร
เช่น ถ้าก่อหนี้สินก็มาจาก Current Liability กับ Long Term Liability
ถ้าจัดหามาจากส่วนของเจ้าของก็มาจากการออกหุ้นสามัญหรือมาจากกำไรสะสม
ในการจัดหาเงินทุนจะต้องพิจารณาถึงโครงสร้างทางการเงิน (Financial Structure)
คือ พิจารณาอัตราส่วนระหว่างหนี้สินกับส่วนของเจ้าของ (Equity) ซึ่งอัตราส่วนนี้จะแสดงว่ามีหนี้สินกี่เปอร์เซ็นต์
มีส่วนของเจ้าของกี่เปอร์เซ็นต์ กิจการจะใช้อัตราส่วนนี้ประกอบในการพิจารณาจัดหาเงินทุน
หลักทรัพย์ที่ถือว่าเป็น Equity คือ หุ้นสามัญ ซึ่งมีลักษณะเป็นเจ้าของกิจการ
กำไรสะสมได้มาจากกำไรจากการดำเนินงานที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผล แต่กันไว้เพื่อใช้ในการ
ลงทุนต่อ ซึ่งกำไรสะสมนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นสามัญเสียประโยชน์ในการที่จะได้รับเงินปันผล
ดังนั้นเมื่อมีการนำกำไร-สะสมนี้ไปลงทุนต่อจะต้องมีผลตอบแทนสูงพอที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นเกิดความพอใจ
เช่น ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทน 15% การนำกำไรสะสมไปลงทุนต่อต้องให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่า
15% เพราะถ้าได้รับผลตอบแทนต่ำกว่านี้ผู้ลงทุนก็จะไม่พอใจ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้นสามัญของบริษัทลดลงได้
ในด้านของการจัดหาเงินทุนจากการก่อหนี้สิน โดยการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ เป็นการกู้โดยทำสัญญาเงินกู้กับธนาคาร (Loan) แต่ถ้าเป็นการกู้โดยการออกพันธบัตรจำหน่ายให้กับ
ผู้ลงทุน ซึ่งจะมีขั้นตอนการจำหน่ายหลายขั้นตอนและมีผู้ลงทุนซื้อมากราย
ผิดกับการกู้เงินซึ่งกู้จากสถาบันการเงินเพียงแห่งเดียว ดังนั้นเงินกู้จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าการออกจำหน่ายพันธบัตร
เพราะถ้ามีปัญหาในการ ผิดนัดชำระหนี้ เมื่อถึงกำหนดการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้หลายรายย่อมมีปัญหามากกว่าการเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้เพียงรายเดียว
ปัญหาที่เกี่ยวกับความอยู่รอดระยะยาวของกิจการก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินทุนระยะยาว
เพราะว่าเงินทุนระยะยาวมีความไม่แน่นอนมากกว่าเงินทุนระยะสั้นซึ่งมีอายุไม่เกิน
1 ปี การคาดการณ์ต่าง ๆ ในช่วง 1 ปี สามารถทำได้ เพราะเป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจในช่วง
1 ปี เช่น การขายสินค้าในช่วงต้นปีซึ่งมีเทศกาลต่าง ๆ ช่วงนี้ก็จะมีเงินทุนหมุนเวียนมาก
มีสินค้ามาก ดังนั้นสินทรัพย์หมุนเวียนก็มาก แต่พอช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม
พวกสินทรัพย์หมุนเวียนก็จะลดลง ซึ่งก็เป็นไปตามวัฏจักร เป็นต้น
ในการดำรงสินทรัพย์หมุนเวียน
(Current Assets) ไว้ในกิจการนั้นจะต้องให้มีอยู่ตลอดไม่ว่า
กิจการนั้นจะเปลี่ยนแปลงขึ้น ๆ ลง ๆ จำนวนสินทรัพย์หมุนเวียนก็จะต้องคงไว้เป็นจำนวนแน่นอน
ซึ่งเรียกส่วนนี้ว่า Permanent Working Capital คือ เงินทุนหมุนเวียนส่วนที่ถาวรที่กิจการต้องดำรงไว้เพื่อการดำเนินการ
ตามปกติ
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
(Fixed Assets) ในช่วงปีแรกๆ กิจการจะลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
เช่น โรงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากถ้าไม่มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเลย
ก็แสดงว่ากิจการไม่มีความเจริญเติบโต
การจัดหาเงินทุนกิจการก็จัดหามาเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งในการจัดหาเงินทุนนั้นจะมีการเทียบอายุการครบกำหนด
(Maturity Matching) เช่น สินทรัพย์ระยะสั้นก็จัดหามาจากการกู้ยืมระยะสั้น
สินทรัพย์ระยะยาวก็จัดหามาจากหนี้สินระยะยาว เป็นต้น ซึ่งการจัดหาเงินทุนในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการจัดหาเงินทุนที่มี
Conservative คือ มีความปลอดภัยไว้ก่อน
ในปัจจุบันมีกิจการบางกิจการทำการกู้ยืมเงินระยะยาวมาลงทุนในทรัพย์สินระยะสั้นมากขึ้น
ซึ่งลักษณะนี้ก็ถือว่าเป็น Conservative แต่ถ้าเป็นกรณีที่กู้ยืมระยะสั้นแล้วนำมาลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว
การ ลงทุนจะมีปัญหาขึ้นมา คือ ภาระที่จะต้องจ่ายชำระหนี้สินที่จะต้องจ่ายในปีหน้า
ซึ่งกิจการจะต้องจัดหาเงินมาชำระหนี้ แต่เนื่องจากกิจการนำหนี้ระยะสั้นนี้มาลงทุนในทรัพย์สินระยะยาวซึ่งให้ผลตอบแทนช้ามาก
จึงทำให้เกิดปัญหาในการหาเงินมาชำระหนี้ไม่ทัน ดังนั้นในการลงทุนในทรัพย์สินระยะยาวที่ใช้เวลาในการที่จะได้รับผลตอบ-แทนนาน
ก็ควรจะหาเงินจากหนี้สินระยะยาวมากกว่าหนี้สินระยะสั้น
จุดมุ่งหมายของการบริหารการเงิน
จุดมุ่งหมายขั้นต้นประการหนึ่งของการบริหาร คือ ความมั่งคั่งสูงสุดของกิจการ
ได้แก่ การที่ราคาหุ้นสามัญของบริษัทมีราคาสูงสุด
เหตุผลที่ทำให้เห็นว่าราคาหุ้นสูงสุดเป็นจุดมุ่งหมายที่มีความสำคัญที่สุด
คือ
1. ความพยายามของผู้จัดการที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นมีความมั่งคั่งขั้นสูงสุด
กิจการส่วนมากจะพยายามที่จะจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหารตามผลการดำเนินงานซึ่งทำให้แก่กิจการ
วิธีการเช่นนี้จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ฝ่ายบริหารเกิดความกระตือรือร้นทำงานจนเต็มความสามารถของตน
ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาหุ้นของกิจการสูงขึ้นได้
2. ความรับผิดชอบต่อสังคม การคำนึงถึงความรับผิดชอบทางสังคมจะมีลักษณะการบังคับไปในตัวมากกว่าจะเป็นแบบสมัครใจ
โดยเฉพาะในตอนระยะเริ่มแรกเพื่อจะให้มั่นใจได้ว่าภาระการกระทำทั่วไปเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมดในระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ
จึงมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ขึ้นและให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดูแลให้ปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้
กิจการทั้งหลายจึงต้องพยายามทำให้ราคาหุ้นบริษัทของตนมีราคาสูงสุด โดยให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านี้
3. การบริหารการเงินสามารถช่วยให้หุ้นของกิจการมีราคาสูงสุด การที่จะทำให้ราคาหุ้นของ
กิจการมีราคาสูงสุดได้นั้น จำเป็นต้องใช้ความพยายามร่วมกันของฝ่ายบริหาร
เช่น การตลาด การผลิต บุคลากร การบัญชี และการเงิน โดยบทบาทของผู้จัดการฝ่ายการเงิน
คือ การจัดหาเงินทุนมาลงทุนในโครงการต่าง ๆ กำหนดโครงการดำเนินงานขั้นพื้นฐานสำหรับปีถัดไป
จัดหาระบบควบคุมซึ่งสามารถช่วยทำให้ฝ่ายบริหารหาทาง
แก้ไขได้ทันท่วงทีถ้าหากโครงการดำเนินไปอย่างไม่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งโครงการต่าง
ๆ นั้นควรจะถูกกำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงราคาหุ้นขั้นสูงสุดด้วย
ราคาหุ้นของบริษัทขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ
ดังนี้
1. รายได้ต่อหุ้น
2. ความเสี่ยง
3. การจัดหาเงินทุนของกิจการ
4. ระยะเวลาการไหลเข้าของรายได้
5. นโยบายการจ่ายเงินปันผล
จุดมุ่งหมายของกิจการ
เนื่องจากผู้ประกอบกิจการธุรกิจเป็นองค์การที่ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร
จุดมุ่งหมายของกิจการจึงมี 2 ประการคือ กำไรขั้นสูงสุดและความมั่งคั่งขั้นสูงสุด
กำไรขั้นสูงสุด (Profit
Maximization) หมายถึง กิจการต้องการขายสินค้าที่มีอยู่ให้ได้ราคาสูง
และลดต้นทุนลงให้ต่ำสุด เป็นการกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนและสามารถเข้าใจได้ง่ายว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่มีเหตุผลสำหรับธุรกิจ
แต่โดยความเป็นจริงแล้วแนวความคิดนี้มีข้อบกพร่อง คือ
1. คำว่า "กำไร" กำไรขั้นสูงสุดนั้นเป็นเพียงกำไรระยะสั้น
ๆ เท่านั้น ไม่ได้เป็นกำไรระยะยาว เนื่องจากการที่จะขายสินค้าให้ราคาสูงนั้นก็จะต้องมีคู่แข่งขันเข้ามาในตลาดมากขึ้น
การขายในราคาสูงนั้นกระทำได้เพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น เพราะเมื่อมีคู่แข่งเข้ามากำไรก็จะถูกแบ่งสรรไป
2. เรื่องของระยะเวลา จำนวนเงินที่ได้รับในปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนที่จะได้รับในปีถัดไป
ดังนั้นธุรกิจที่แสวงหากำไรต้องคำนึงถึงเรื่องระยะเวลาการไหลของเงินสดและกำไร
3. ปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
ธุรกิจไม่ได้ดำเนินการเพื่อมุ่งหวังแต่กำไรขั้นสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ
เช่น ผู้ประกอบการบางรายเน้นถึงความสำคัญต่อการที่จะให้กิจการมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย
ๆ และยอมรับกำไรขั้นต่ำเพียงเพื่อต้องการให้ปริมาณการขายมีเสถียรภาพที่ดีโดยที่ไม่ให้ตกต่ำลงมา
เป็นต้น
ความมั่งคั่งขั้นสูงสุด คือการทำให้กิจการในระยะยาวมีความมั่งคั่งสูงสุด
ซึ่งคำว่ามั่งคั่ง หมายถึง มูลค่าสุทธิของกิจการในปัจจุบัน (Firm Value)
หรือราคาตลาดปัจจุบันของกิจการ ดังนั้นจุดมุ่งหมายของความมั่งคั่งสูงสุดนี้จึงเชื่อมโยงกับกำไรระยะยาวของกิจการ

ตัวอย่าง
บริษัทแห่งหนึ่งประมาณว่าจะมีกำไรถัวเฉลี่ยปีละ
120,000 บาท ผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนต้องการเท่ากับ 10% มูลค่าตลาดของกิจการในปัจจุบันเท่ากับเท่าใด
?
อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ
(Required Rate of Return) คือ อัตราการยกขึ้นเป็นทุน (Capitalization
Rate) หมายความว่า อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำสุดที่ดึงดูดใจผู้ลงทุนให้ลงทุนซื้อหรือขาย
หลักทรัพย์
จากตัวอย่าง การที่จะทำให้ได้รับกำไร 120,000 บาท ที่บริษัทได้ยกขึ้นเป็นทุนในอัตรา
10% นั้น เป็นเงินที่ผู้ลงทุนเต็มใจที่จะจ่ายลงทุนไปในกิจการนี้เท่ากับ
1,200,000 บาท
กิจการที่จะมีความมั่งคั่งสูงสุดจะต้องปฏิบัติ
ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงระดับความเสี่ยงที่สูง
2. การจ่ายเงินปันผล เงินปันผลที่จ่ายนั้นต้องให้เป็นไปตามความจำเป็นของบริษัทและผู้ถือหุ้น
3. การแสวงหาความเจริญเติบโตของกิจการ เมื่อบริษัทสามารถเพิ่มปริมาณการขายและมีการพัฒนาตลาดใหม่
ๆ สำหรับสินค้าของบริษัทได้ดีและมีความมั่นคงมากขึ้น ก็จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทต้องสูญเสียตลาดสินค้าของบริษัทถ้าหากเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติ
เช่น สภาวการณ์ทางธุรกิจประสบกับภาวะตกต่ำ เป็นต้น
4. รักษาราคาหุ้นของกิจการในตลาดให้มีความมั่นคง
ความมั่งคั่งขั้นสูงสุดของกิจการมีผลดีกว่ากำไรขั้นสูงสุด
เพราะเป็นการพิจารณาถึงความอยู่รอดของกิจการในระยะยาว จึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น
ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน เช่น ความเจริญ เติบโต ความมั่นคง การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
และราคาหุ้นของกิจการในอนาคต
|
|
|
| |
WebThaiThai Exchange
|
|
|
|