|
|
Advertising |
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
Online
291 คน |
|
|
|
DOWNLOAD |

 |
 |
|
Home
LW
102 สรุปหลักกฎหมายแอกชน |
|
บทนำ ความหมายและการแบ่งแยกประเภทของกฎหมาย
|
ความหมายของกฎหมาย
นักกฎหมายและผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายหลายท่านได้ให้ความหมายของกฎหมายไว้
ซึ่งพอจะสรุปความหมายของคำว่ากฎหมายได้ดังนี้ คือ
"กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐ ซึ่งได้บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดความประพฤติของประชาชน
ซึ่งอยู่ในรัฐหรือในประเทศของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและต้องถูกลงโทษด้วย"
จากคำจำกัดความดังกล่าวของคำว่า "กฎหมาย" สามารถที่จะแยกลักษณะโดยทั่ว
ๆ ไปของกฎหมายได้ดังต่อไปนี้ คือ
1. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดขึ้นจากรัฐาธิปัตย์
คือ มาจากบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดของรัฐหรือของประเทศ
โดยใช้อำนาจนิติบัญญัติสร้างกฎหมายขึ้นมาเป็นข้อบังคับแห่งกฎหมาย เรียกว่าเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร
(Codified Law) หรือกฎหมายที่เป็นรูปประมวลกฎหมาย เช่น ประเทศไทยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยความเห็นชอบของรัฐสภา
เป็นต้น ฉะนั้นถ้าเป็นบุคคลธรรมดาด้วยกันเองแล้วย่อมไม่มีอำนาจที่จะออกข้อบังคับให้เป็นข้อกฎหมายใช้บังคับแก่คนทั่วไป
อนึ่งฝ่ายนิติบัญญัติอาจมอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารออกกฎหมายได้เช่นกัน เช่น
พระราช-กฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง ซึ่งนับได้ว่าเป็นกฎหมายเช่นกัน
2. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปกับทุกคนที่อยู่ในรัฐหรือในประเทศนั้น
ๆ คือ มิได้ทำขึ้นเพื่อให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดใช้โดยเฉพาะ หรือออกมาเพื่อกิจการอันหนึ่งอันใดโดยเฉพาะ
แต่ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป และทุกสถานที่โดยเสมอภาค
3. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ใช้ได้เสมอไป
คือ เมื่อได้มีการประกาศใช้กฎหมายใดแล้ว ต้องใช้กฎหมายนั้นไปจนกว่าจะมีกฎหมายใหม่สำหรับเรื่องเดียวกันนั้นออกมา
และให้ยกเลิกกฎหมายเก่าอันนั้นเสีย
4. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม
ข้อบังคับดังกล่าวนั้นอาจจะเป็นเรื่องให้กระทำการหรือเป็นเรื่องให้ละเว้นกระทำการก็ได้
ซึ่งถ้ามีผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษในทางอาญา
5. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ ซึ่งสภาพบังคับตามกฎหมายนั้นมีได้ทั้งในทางอาญาและในทางแพ่ง
- สภาพบังคับในทางอาญา คือ "โทษ"
นั่นเอง ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้มี 5 ชนิด โดยเรียงจากโทษหนักที่สุดไปยังโทษเบาที่สุด
ได้แก่ 1. ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. กักขัง 4. ปรับ และ 5. ริบทรัพย์สิน
- สภาพบังคับในทางแพ่ง หรือความรับผิดในทางแพ่งนั้น
คือ การชดใช้ค่าสินไหม-ทดแทนให้แก่กัน ได้แก่ การคืนทรัพย์ การชดใช้ราคาแทนทรัพย์
และรวมถึงการชดใช้ค่าเสียหายด้วย
การแบ่งแยกประเภทของกฎหมาย
เนื่องจากกฎหมายที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์-อักษร เช่น ประเทศไทยมีกฎหมายอยู่มากมาย
ซึ่งกฎหมายบางฉบับจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน บางฉบับก็แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและการทำความเข้าใจกฎหมาย
จึงได้มีการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายขึ้นมา ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายนั้นมีอยู่มากมายหลายอย่าง
แต่ที่สำคัญและนิยมใช้กันมากมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ
1. การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะแห่งการใช้
จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) กฎหมายสารบัญญัติ คือ กฎหมายที่มีลักษณะเป็นส่วนเนื้อแท้ของกฎหมายเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับความประพฤติของพลเมือง
ทั้งในทางแพ่งและอาญา เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา
เป็นต้น
2) กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ กฎหมายที่กล่าวถึงกระบวนวิธีการที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายแพ่งและอาญาอันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ
เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เป็นต้น
2. การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะของความสัมพันธ์ของคู่กรณี
จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ
1) กฎหมายเอกชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดสิทธิ
หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน ต่อเอกชนด้วยกันเองในฐานะที่เท่าเทียมกัน
เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ เป็นต้น
2) กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎรในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองราษฎร
จึงจำเป็นจะต้องออกกฎหมายกำหนดความประพฤติของราษฎรในรัฐนั้นให้ปฏิบัติตาม
เพื่อให้ประชาชนในสังคมอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ
กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น
3) กฎหมายระหว่างประเทศ คือ บรรดากฎเกณฑ์ต่าง
ๆ ที่มีอยู่โดยจารีตประเพณี หรือโดยการตราหลักกฎหมายทั่วไปขึ้นไว้โดยนานาอารยประเทศ
หรือความตกลงระหว่างประเทศ อันมีผลใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
และกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
ส่วนที่
1. หลักทั่วไปของกฎหมายเอกชน
ในการศึกษาเกี่ยวกับหลักทั่วไปของกฎหมายเอกชนนั้น
จะแบ่งออกเป็นหัวข้อที่สำคัญได้ดังนี้ คือ
บทที่ 1. ความหมายของกฎหมายเอกชน
บทที่ 2. การใช้กฎหมายเอกชน
บทที่ 3. การตีความกฎหมายเอกชน
บทที่ 4. การอุดช่องว่างของกฎหมายเอกชน
บทที่ 5. สิทธิที่เกิดขึ้นตามกฎหมายเอกชน
บทที่
1 ความหมายของกฎหมาย
กฎหมายเอกชนคืออะไร
กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน
เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงสิทธิทางแพ่งอันเป็นสิทธิทางกฎหมายที่เอกชนคนใดคนหนึ่งจะใช้ยันกับเอกชนคนอื่นได้
เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ระหว่างสามีกับภรรยา บิดามารดากับบุตร
หรือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนด้วยกันเอง
เช่น การแลกเปลี่ยนผลผลิตและบริการระหว่างเอกชน เช่น การทำสัญญาในรูปแบบต่าง
ๆ
กฎหมายเอกชนมีความแตกต่างกับกฎหมายมหาชนคือ กฎหมายมหาชน
เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานรัฐกับราษฎร ในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองก็จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายมากำหนดความประพฤติของราษฎรในรัฐให้ปฏิบัติตาม
เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความปกติสุข กฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็นหลายประเภท
เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็นต้น
ประเภทของกฎหมายเอกชน
กฎหมายเอกชนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่
และความสัมพันธ์ของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับบุคคล
ทรัพย์ นิติกรรม สัญญา หนี้ ครอบครัว มรดก เป็นต้น
2. กฎหมายพาณิชย์ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาทางการค้าหรือการประกอบธุรกิจ
เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขาย เช่าทรัพย์ ตั๋วเงิน หุ้นส่วน
บริษัท ฯลฯ เป็นต้น
ในบางประเทศได้มีการแยกกฎหมายพาณิชย์ออกจากกฎหมายแพ่ง
เช่น ในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส เพราะต้องการให้มีความคล่องตัวในการดำเนินการในทางพาณิชย์
และเพื่อที่จะได้มีบทบังคับ และหลักเกณฑ์แยกต่างหากไปจากกฎหมายของเอกชนทั่ว
ๆ ไป แต่สำหรับประเทศไทยเราได้มีการรวมเอากฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ไว้ด้วยกัน
เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อสังเกต สำหรับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น
มีนักกฎหมายได้ให้ความเห็นไว้ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรกได้ให้ความเห็นว่าควรจะจัดเป็นกฎหมายเอกชน
โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นเป็นเรื่องที่เอกชนใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย
ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายพาณิชย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันเอง
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น
เป็นเรื่องที่คู่ความมายื่นคำฟ้องหรือคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย
คือ อาจจะมีการโต้แย้งสิทธิกัน ซึ่งจะบังคับกันเองไม่ได้ ก็มาให้ศาลเป็นคนบังคับ
หรืออาจจะเป็นกรณีให้ศาลมีคำสั่งในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท จึงเป็นเรื่องที่ศาลซึ่งเป็นองค์กรของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับราษฎรซึ่งเป็นคู่ความ
ดังนั้นจึงควรจัดเป็นกฎหมายมหาชน
+ แนวข้อสอบและคำถามที่น่าสนใจ
1. กฎหมายเอกชนคืออะไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง
2. กฎหมายเอกชนมีความแตกต่างกับกฎหมายมหาชนอย่างไร
|
|
|
WebThaiThai Exchange
|
|
|
|