Home|
บทนำ ความหมายและการแบ่งแยกประเภทของกฎหมาย
|
| ความหมายของกฎหมาย นักกฎหมายและผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายหลายท่านได้ให้ความหมายของกฎหมายไว้ ซึ่งพอจะสรุปความหมายของคำว่ากฎหมายได้ดังนี้ คือ "กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐ ซึ่งได้บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดความประพฤติของประชาชน ซึ่งอยู่ในรัฐหรือในประเทศของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและต้องถูกลงโทษด้วย" จากคำจำกัดความดังกล่าวของคำว่า "กฎหมาย" สามารถที่จะแยกลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปของกฎหมายได้ดังต่อไปนี้ คือ 1. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดขึ้นจากรัฐาธิปัตย์ คือ มาจากบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดของรัฐหรือของประเทศ โดยใช้อำนาจนิติบัญญัติสร้างกฎหมายขึ้นมาเป็นข้อบังคับแห่งกฎหมาย เรียกว่าเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Codified Law) หรือกฎหมายที่เป็นรูปประมวลกฎหมาย เช่น ประเทศไทยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นต้น ฉะนั้นถ้าเป็นบุคคลธรรมดาด้วยกันเองแล้วย่อมไม่มีอำนาจที่จะออกข้อบังคับให้เป็นข้อกฎหมายใช้บังคับแก่คนทั่วไป อนึ่งฝ่ายนิติบัญญัติอาจมอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารออกกฎหมายได้เช่นกัน เช่น พระราช-กฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง ซึ่งนับได้ว่าเป็นกฎหมายเช่นกัน 2. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปกับทุกคนที่อยู่ในรัฐหรือในประเทศนั้น ๆ คือ มิได้ทำขึ้นเพื่อให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดใช้โดยเฉพาะ หรือออกมาเพื่อกิจการอันหนึ่งอันใดโดยเฉพาะ แต่ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป และทุกสถานที่โดยเสมอภาค 3. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ใช้ได้เสมอไป คือ เมื่อได้มีการประกาศใช้กฎหมายใดแล้ว ต้องใช้กฎหมายนั้นไปจนกว่าจะมีกฎหมายใหม่สำหรับเรื่องเดียวกันนั้นออกมา และให้ยกเลิกกฎหมายเก่าอันนั้นเสีย 4. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม ข้อบังคับดังกล่าวนั้นอาจจะเป็นเรื่องให้กระทำการหรือเป็นเรื่องให้ละเว้นกระทำการก็ได้ ซึ่งถ้ามีผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษในทางอาญา 5. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ ซึ่งสภาพบังคับตามกฎหมายนั้นมีได้ทั้งในทางอาญาและในทางแพ่ง - สภาพบังคับในทางอาญา คือ "โทษ" นั่นเอง ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้มี 5 ชนิด โดยเรียงจากโทษหนักที่สุดไปยังโทษเบาที่สุด ได้แก่ 1. ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. กักขัง 4. ปรับ และ 5. ริบทรัพย์สิน - สภาพบังคับในทางแพ่ง หรือความรับผิดในทางแพ่งนั้น คือ การชดใช้ค่าสินไหม-ทดแทนให้แก่กัน ได้แก่ การคืนทรัพย์ การชดใช้ราคาแทนทรัพย์ และรวมถึงการชดใช้ค่าเสียหายด้วย การแบ่งแยกประเภทของกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะในประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์-อักษร เช่น ประเทศไทยมีกฎหมายอยู่มากมาย ซึ่งกฎหมายบางฉบับจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน บางฉบับก็แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและการทำความเข้าใจกฎหมาย จึงได้มีการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายขึ้นมา ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งแยกประเภทของกฎหมายนั้นมีอยู่มากมายหลายอย่าง แต่ที่สำคัญและนิยมใช้กันมากมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ 1. การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะแห่งการใช้ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) กฎหมายสารบัญญัติ คือ กฎหมายที่มีลักษณะเป็นส่วนเนื้อแท้ของกฎหมายเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับความประพฤติของพลเมือง ทั้งในทางแพ่งและอาญา เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น 2) กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ กฎหมายที่กล่าวถึงกระบวนวิธีการที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายแพ่งและอาญาอันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น 2. การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะของความสัมพันธ์ของคู่กรณี จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ 1) กฎหมายเอกชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน ต่อเอกชนด้วยกันเองในฐานะที่เท่าเทียมกัน เช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ เป็นต้น 2) กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎรในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองราษฎร จึงจำเป็นจะต้องออกกฎหมายกำหนดความประพฤติของราษฎรในรัฐนั้นให้ปฏิบัติตาม เพื่อให้ประชาชนในสังคมอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น 3) กฎหมายระหว่างประเทศ คือ บรรดากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่โดยจารีตประเพณี หรือโดยการตราหลักกฎหมายทั่วไปขึ้นไว้โดยนานาอารยประเทศ หรือความตกลงระหว่างประเทศ อันมีผลใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล และกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา ส่วนที่ 1. หลักทั่วไปของกฎหมายเอกชน ในการศึกษาเกี่ยวกับหลักทั่วไปของกฎหมายเอกชนนั้น จะแบ่งออกเป็นหัวข้อที่สำคัญได้ดังนี้ คือ บทที่ 1. ความหมายของกฎหมายเอกชน บทที่ 2. การใช้กฎหมายเอกชน บทที่ 3. การตีความกฎหมายเอกชน บทที่ 4. การอุดช่องว่างของกฎหมายเอกชน บทที่ 5. สิทธิที่เกิดขึ้นตามกฎหมายเอกชน บทที่ 1 ความหมายของกฎหมาย กฎหมายเอกชนคืออะไร กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงสิทธิทางแพ่งอันเป็นสิทธิทางกฎหมายที่เอกชนคนใดคนหนึ่งจะใช้ยันกับเอกชนคนอื่นได้ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ระหว่างสามีกับภรรยา บิดามารดากับบุตร หรือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนด้วยกันเอง เช่น การแลกเปลี่ยนผลผลิตและบริการระหว่างเอกชน เช่น การทำสัญญาในรูปแบบต่าง ๆ กฎหมายเอกชนมีความแตกต่างกับกฎหมายมหาชนคือ กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานรัฐกับราษฎร ในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองก็จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายมากำหนดความประพฤติของราษฎรในรัฐให้ปฏิบัติตาม เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความปกติสุข กฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็นต้น ประเภทของกฎหมายเอกชน กฎหมายเอกชนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับบุคคล ทรัพย์ นิติกรรม สัญญา หนี้ ครอบครัว มรดก เป็นต้น 2. กฎหมายพาณิชย์ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาทางการค้าหรือการประกอบธุรกิจ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขาย เช่าทรัพย์ ตั๋วเงิน หุ้นส่วน บริษัท ฯลฯ เป็นต้น ในบางประเทศได้มีการแยกกฎหมายพาณิชย์ออกจากกฎหมายแพ่ง เช่น ในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส เพราะต้องการให้มีความคล่องตัวในการดำเนินการในทางพาณิชย์ และเพื่อที่จะได้มีบทบังคับ และหลักเกณฑ์แยกต่างหากไปจากกฎหมายของเอกชนทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับประเทศไทยเราได้มีการรวมเอากฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ไว้ด้วยกัน เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อสังเกต สำหรับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น มีนักกฎหมายได้ให้ความเห็นไว้ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายแรกได้ให้ความเห็นว่าควรจะจัดเป็นกฎหมายเอกชน โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นเป็นเรื่องที่เอกชนใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายพาณิชย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่โต้แย้งกันเอง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เป็นเรื่องที่คู่ความมายื่นคำฟ้องหรือคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย คือ อาจจะมีการโต้แย้งสิทธิกัน ซึ่งจะบังคับกันเองไม่ได้ ก็มาให้ศาลเป็นคนบังคับ หรืออาจจะเป็นกรณีให้ศาลมีคำสั่งในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท จึงเป็นเรื่องที่ศาลซึ่งเป็นองค์กรของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับราษฎรซึ่งเป็นคู่ความ ดังนั้นจึงควรจัดเป็นกฎหมายมหาชน + แนวข้อสอบและคำถามที่น่าสนใจ 1. กฎหมายเอกชนคืออะไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง 2. กฎหมายเอกชนมีความแตกต่างกับกฎหมายมหาชนอย่างไร |