|
|
Advertising |
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
Online
188 คน |
|
|
|
DOWNLOAD |

 |
 |
|
Home
LW
101 สรุปหลักกฎหมายมหาชน |
|
ความเบื้องต้น
|
หลักกฎหมายมหาชน
เป็นการศึกษาถึงความหมายและพัฒนาการของกฎหมายมหาชน แนวความคิดพื้นฐาน
ลักษณะเฉพาะและบทบาทความสำคัญของกฎหมายมหาชน ความหมาย องค์ประกอบและรูปแบบของรัฐ
ความเป็นนิติบุคคล และสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ การปกครองโดยกฎหมาย บ่อเกิดของกฎหมายมหาชน
และนิติวิธีของกฎหมายมหาชน
กฎหมายมหาชนมิได้เน้นที่ตัวบทกฎหมาย แต่เน้นที่การศึกษาปรัชญา แนวความคิด
และทฤษฎีต่าง ๆ อันเป็นที่มาของหลักกฎหมายมหาชน และยังมีความเกี่ยวโยงอยู่กับแนวทางของวิชารัฐศาสตร์อยู่อีกด้วย
ซึ่งนิติปรัชญาและนิติวิธีของกฎหมายมหาชนนั้นมีหลักการ แนวความคิด และวิธีวิเคราะห์ปัญหาที่แตกต่างกับกฎหมายเอกชน
|
|
บทที่ 1 ความหมายของกฎหมายมหาชน
|
ความหมายของกฎหมายมหาชน
อัลเปียน (ULPIAN) นักปราชญ์สมัยโรมันยุคคลาสสิก ได้อธิบายไว้ว่า
"กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐโรมัน ส่วนกฎหมายเอกชนนั้น
ได้แก่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของเอกชนแต่ละคน"
ศาสตราจารย์ Maurice DUVERGER (ศ. มอริส ดูแวร์เช่) แห่งมหาวิทยาลัยปารีส
ได้อธิบายไว้ว่า
"กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงกฎเกณฑ์ทั้งหลายของกฎหมายที่เกี่ยวกับสถานะและอำนาจของผู้ปกครอง
รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง
กฎหมายเอกชน ได้แก่ กฎเกณฑ์ทั้งหลายของกฎหมายที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้อยู่ใต้ปกครองด้วยกัน"
ศาสตราจารย์ Andre de LAUBADERE (ศ. อองเดร เดอ โรมาแดร์) ได้อธิบายไว้ว่า
"กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่วางกฎเกณฑ์แก่สาธารณบุคคล (Personnes
Publiques) อันได้แก่ รัฐ องค์การปกครอง และรวมตลอดถึงนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชนอื่น
ๆ (เช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล) กฎหมายมหาชนจะวางกฎเกณฑ์แก่สาธารณบุคคลในด้านองค์กร
การดำเนินงาน ความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณบุคคลด้วยกัน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณบุคคลและเอกชน"
ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายไว้ว่า
"กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎร
ในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครองราษฎร กล่าวคือ ในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฎร
กฎหมายเอกชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน
ในฐานะที่เท่าเทียมกัน"
ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้อธิบายไว้ว่า
"กฎหมายมหาชนนั้น อาจให้บทวิเคราะห์ศัพท์ดังนี้คือ เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอันเกิดขึ้นเนื่องจาก
การที่ประเทศแสดงตัวเป็นผู้บังคับปกครองในพระราชอาณาจักร โดยรักษาความสงบเรียบร้อย
ระเบียบ การเก็บภาษีอากร และการที่ประเทศแสดงตัวนอกพระราชอาณาจักรเป็นผู้ทำการเกี่ยวพันกับประเทศอื่น"
รศ. ดร.ภูริชญา วัฒนรุ่ง ได้อธิบายความหมายของกฎหมายมหาชนไว้ว่า
"กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวกำหนดถึงกฎเกณฑ์ทางกฎหมายทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับ
"สถานะและอำนาจ" ของรัฐและผู้ปกครอง รวมทั้งเป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและผู้ปกครองกับพลเมืองผู้อยู่ใต้การปกครอง
ในฐานะที่รัฐและผู้ปกครองมีเอกสิทธิ์ทางปกครองเหนือพลเมือง ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นเอกชน"
จากคำอธิบายของศาสตราจารย์และนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชนทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ
จึงสามารถสรุปได้ว่า "กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับการปกครอง
หรือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองของรัฐ"
ข้อสังเกต จากความหมายของกฎหมายมหาชนที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะไม่มีเรื่อง
"การควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยประชาชน" หรือ "การจัดทำบริการสาธารณะ"
เข้ามาเกี่ยวข้องเลย เนื่องจากว่า "การควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยประชาชน"
นั้นเป็นหลักการทางทฤษฎีอย่างหนึ่งในรัฐประชาธิปไตยเสรีนิยม
ส่วน "การจัดทำบริการสาธารณะ" ก็เป็นเพียงวัตถุประสงค์ของกฎหมายปกครอง
และกฎหมายปกครองก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในบรรดากฎหมายมหาชนทั้งหลายเท่านั้น
ดังนั้นการให้ความหมายของกฎหมายมหาชนว่า "เป็นกฎหมายที่จะต้องสามารถควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้โดยประชาชน"
หรือ "เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะ"
จึงเป็นการให้ความหมายของกฎหมายมหาชนที่ถูกต้องแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น
เนื่องจากเป็นความหมายที่ไม่ครอบคลุมถึงกฎหมายมหาชนประเภทอื่นที่มิใช่กฎหมายปกครอง
อาทิเช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญและยังไม่เป็นความหมายสากลอีกด้วย เนื่องจากว่าไม่ครอบคลุมถึงกฎหมายมหาชนในรัฐที่ปกครองด้วยระบอบการปกครองอื่นนอกเหนือไปจากการปกครองระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม
ซึ่งรัฐอื่น ๆ เหล่านั้นมิได้มีการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยประชาชนแต่อย่างใด
ความแตกต่างของกฎหมายมหาชนกับกฎหมายเอกชน
มี 6 ประการดังต่อไปนี้
1. ความแตกต่างขององค์กรหรือบุคคลที่เข้าไปมีนิติสัมพันธ์
กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่ใช้เมื่อองค์กรหรือบุคคลที่เข้าไปมีนิติสัมพันธ์คือรัฐ
หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายหนึ่งกับเอกชนอีกฝ่ายหนึ่ง
โดยฝ่ายรัฐนั้นมีฐานะเหนือกว่าเอกชน
ส่วนกฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่ใช้เมื่อนิติสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้นระหว่างผู้อยู่ใต้ปกครองด้วยกัน
(คือเอกชนกับเอกชน) ในฐานะที่เท่าเทียมกัน โดยผู้ปกครองไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
2. ความแตกต่างทางด้านเนื้อหาและความมุ่งหมาย
กฎหมายมหาชน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสาธารณประโยชน์และการดำเนินการบริการสาธารณะโดยไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องผลกำไร
ส่วนกฎหมายเอกชนนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของเอกชนแต่ละคนหรือเฉพาะบุคคล
เว้นแต่ในบางกรณีที่เอกชนอาจทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมก็ได้ เช่น การตั้งมูลนิธิหรือสมาคมเพื่อการกุศลและ
สาธารณประโยชน์
3. ความแตกต่างทางด้านรูปแบบของนิติสัมพันธ์
กฎหมายมหาชน มีลักษณะเป็นการบังคับและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะออกมาในรูปของคำสั่งหรือข้อห้ามที่เรียกว่า
"อำนาจบังคับฝ่ายเดียว" กล่าวคือ รัฐสามารถที่จะกำหนดหน้าที่ทางกฎหมายให้กับเอกชนได้
โดยที่เอกชนไม่จำเป็นต้องตกลงยินยอมสมัครใจด้วย เช่น การออกกฎ (เช่น
พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ฯลฯ) หรือการออกคำสั่งทางปกครอง
(เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง
การรับจดทะเบียน ฯลฯ) ของฝ่ายปกครอง เป็นต้น
ส่วนกฎหมายเอกชนนั้น จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีอิสระในการแสดงเจตนา
มีความเสมอภาค และเสรีภาพในการทำสัญญา เช่น การทำสัญญาในทางแพ่งนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยการแสดงเจตนาโดยความสมัครใจของคู่สัญญา
(คำเสนอกับคำสนองถูกต้องตรงกัน) คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไปบังคับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้มาทำสัญญาด้วยไม่ได้
เป็นต้น
4. ความแตกต่างทางด้านนิติวิธี
กฎหมายมหาชน มีแนวความคิดหรือการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบในแนวทางตามแบบของกฎหมายมหาชน
(นิติวิธีทางกฎหมายมหาชน) โดยจะไม่นำกฎหมายเอกชนมาปรับใช้โดยตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นตามกฎหมายมหาชน
ส่วนกฎหมายเอกชน มีแนวความคิด (นิติวิธี) อย่างเป็นระบบในแนวทางตามกฎหมายเอกชน
ซึ่งจะเน้นในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน และมุ่งรักษาประโยชน์ของเอกชนด้วยกันเอง
5. ความแตกต่างทางด้านนิติปรัชญา
กฎหมายมหาชน มีปรัชญาที่มุ่งประสานผลประโยชน์สาธารณะกับผลประโยชน์ของเอกชน
ในลักษณะเพื่อให้เกิดความสมดุลของประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรืออีกนัยหนึ่งคือ
มุ่งเน้นความยุติธรรมที่สมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างหนึ่ง
กับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของเอกชนอีกอย่างหนึ่ง
ส่วนกฎหมายเอกชน มีปรัชญาที่มุ่งเน้นความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันและตั้งอยู่บนหลักเสรีภาพแห่งความสมัครใจของคู่กรณี
ความไม่สมัครใจ การข่มขู่บังคับ หรือกลฉ้อฉลในกฎหมายเอกชน ย่อมไม่ก่อให้เกิดความผูกพันทางกฎหมายขึ้น
(อาจเป็นโมฆะหรือโมฆียะแล้วแต่กรณี)
6. ความแตกต่างในเรื่องเขตอำนาจศาล
ปัญหาทางกฎหมายมหาชนจะนำขึ้นสู่ศาลพิเศษ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับคดีปกครองจะนำขึ้นสู่ศาลปกครอง
ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะนำขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องภาษีจะนำขึ้นสู่ศาลภาษี
เป็นต้น
ส่วนปัญหาตามกฎหมายเอกชนนั้นจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เช่น คดีแพ่งหรือคดีอาญา
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นย่อมต้องขึ้นสู่ศาลแพ่งหรือศาลอาญาแล้วแต่กรณี
นอกจากนั้นวิธีพิจารณาคดียังแตกต่างกัน
กล่าวคือ วิธีพิจารณาคดีของศาลในกฎหมายมหาชนจะใช้ "ระบบไต่สวน"
คือ ผู้พิพากษาจะเป็นผู้สืบหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ ด้วยตนเองได้
ส่วนวิธีพิจารณาคดีตามกฎหมายเอกชนจะใช้ "ระบบกล่าวหา" คือ
ผู้เป็นคู่กรณีจะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ข้อกล่าวหาของตนเอง
|
Dekthai.net Banner Exchange
|
|
|
|