Advertising
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
Online
180 คน
DOWNLOAD
Home
IT
105 สรุประบบคอมพิวเตอร์เบื้องต้น
บทที่ 1 คอมพิวเตอร์กับยุคสารสนเทศ
โลกในยุคปัจจุบันเป็นยุคของข่าวสาร
(Information Age) หรือบางครั้งอาจเรียกว่า "ยุคของ
ทางด่วนสารสนเทศ" (Information Superhighway) ซึ่งเกิดจากการนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
(Computer Technology) และเทคโนโลยีโทรคมนาคม (Communications Technology)
มาใช้งานร่วมกัน นอกจากนี้
สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ บุคลากร ซึ่งจะเป็นผู้ใช้ข่าวสารในการจัดการต่าง
ๆ
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่รวมการประมวลผลและการสื่อสารเพื่อการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกัน
เ คุณลักษณะที่สำคัญของยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การสื่อสารข้อมูล และการกำหนด
กฎ ระเบียบการสื่อสาร
เ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่
3 ส่วน ได้แก่
1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
2. เทคโนโลยีโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีการสื่อสาร
3. บุคลากร
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล ซึ่งการจัดการข้อมูลมีดังนี้
1. การจัดเก็บ 2. การค้นคืน 3. การประมวลผล
4. การนำเสนอ 5. การส่งต่อข้อมูลหรือการส่งต่อสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทต่อสังคมปัจจุบัน
ดังต่อไปนี้
- ทำให้สังคมอุตสาหกรรมกลายเป็นสังคมสารสนเทศ โดยการนำเทคโนโลยีต่าง
ๆ มาใช้งานร่วมกันในรูปของเครือข่าย (Connectivity)
- ช่วยสนับสนุนด้านการบันเทิง เพื่อตอบสนองความต้องการต่าง ๆ เช่น TV
On Demand , Education On Demand เป็นต้น
- ทำให้สามารถทำงานได้ทุกสถานที่และทุกเวลา เช่น Telecommuting (คือการทำงานที่บ้านโดยใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมติดต่อระหว่างที่ทำงานและที่บ้าน)
, Virtual Office (คือการทำงานที่ไหนก็ได้ เช่น บ้าน, รถยนต์ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามาช่วยในการทำงาน)
เป็นต้น
- ทำให้เศรษฐกิจแห่งชาติกลายเป็นเศรษฐกิจระดับโลก
- ทำให้องค์กรต่าง ๆ มีลักษณะผูกพันกัน
- ทำให้องค์กรมีการวางแผนระยะยาว
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่าง
ๆ มีดังต่อไปนี้
1. ด้านการศึกษา : การเรียนรู้เน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ
2. ด้านธุรกิจ : ทำให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการด้านธุรกรรม
3. ด้านสังคม : ทำให้ช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบทลดน้อยลง
(สังคมเมืองและสังคมชนบทเป็นสังคมเดียวกัน) เนื่องจากมีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารเท่า
ๆ กัน
4. ด้านชุมชน : ทำให้เกิดชุมชนในระบบเครือข่ายสารสนเทศ
(Cyberspace) หมายถึง ความสามารถในการสืบค้นหาข้อมูลได้ทุกแห่งของโลก
5. ด้านการแพทย์ : ทำให้เกิดระบบ
การโทรเวชกรรม (Telemedicine) คือ การรักษาทางไกลโดยผ่านอุปกรณ์สื่อสาร
เนื่องจากในที่ห่างไกล เช่น ถิ่นธุรกันดาล, สนามรบ หรือ รถฉุกเฉิน อาจจะยังขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา
แต่เมื่อระบบนี้มาใช้จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลกระทบในด้านบวกและด้านลบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
มีดังต่อไปนี้
ด้านบวก
ด้านลบ
- เพิ่มความสะดวกสะบายในการสื่อสารข้อมูล
- สังคมเกิดการแข่งขันและเร่งรัด
- สร้างโอกาสให้คนพิการ -
เกิดการรับวัฒนธรรมต่างชาติ
- เกิดการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา -
การมีส่วนร่วมของสังคมน้อยลง
- เกิดระบบผู้เชี่ยวชาญ - เกิดช่องว่างทางสังคม
พื้นฐานที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีอยู่
4 ชนิด คือ
1. Sensing Technology เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการนำข่าวสารจากสภาพแวดล้อมภายนอกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
เช่น Bar-code, Keyboard, Mouse เป็นต้น
2. Communication Technology เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่าง
ๆ เข้าด้วยกัน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูล เช่น Cables,
Fax, Modem เป็นต้น
3. Analyzing Technology เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็น
สารสนเทศ เช่น CPU
4. Display Technology เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลลัพธ์ให้กับผู้ใช้
โดยอาจจะอยู่ในรูปของภาพหรือเสียง เช่น Printer , Audio Output , Display
Screens เป็นต้น
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Device) ที่มีความสามารถในการจดจำข้อมูลและคำสั่งได้
โดยการนำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำก่อน หลังจากนั้นคอมพิวเตอร์จะทำการดึงคำสั่งออกมาเพื่อนำไปปฏิบัติงาน
และจะให้ผลลัพธ์ตรงกับความต้องการ
Technological
Convergence หรือ Digital Convergence หมายถึง การรวมเทคโนโลยีหลายอย่างเข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข่าวสารอิเลกทรอนิกส์
คอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น
3 ประเภทตามลักษณะสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ คือ
1. Analog Computer ซึ่งสัญญาณทางไฟฟ้าของ Analog จะมีลักษณะเป็น Sign
Wave(สัญญาณต่อเนื่อง)
2. Digital Computer ซึ่งสัญญาณทางไฟฟ้าของ Digital จะมีลักษณะเป็น Square
Wave(รูปคลื่นสี่เหลี่ยม)
3. Hybrid Computer เป็นคอมพิวเตอร์ลูกผสมระหว่างคอมพิวเตอร์ 2 แบบแรก
เพราะฉะนั้นการทำงานก็จะใช้ทั้งสัญญาณ Analog และ Digital
ฉะนั้น คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณ
ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 ส่วน คือ
1. ส่วนรับข้อมูล 2. ส่วนประมวลผลข้อมูล
3. ส่วนแสดงผล 4. ส่วนจัดเก็บข้อมูล
คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์
มีดังนี้
- สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
- มีความเร็วในการประมวลผลสูง ทำให้เกิดความสะดวกเมื่อต้องการใช้ข้อมูล
- มีความเชื่อถือได้และมีความถูกต้องแม่นยำ
- สามารถจัดเก็บข้อมูลไว้ได้เป็นจำนวนมาก
- สามารถย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
- สามารถควบคุมเครื่องมือต่าง ๆ ในด้านอุตสาหกรรมได้
- สามารถแสดงผลทางกราฟิก ภาพต่าง ๆ ตลอดจนสัญญาณเสียงที่ทำงานในระบบหลายสื่อ
(Multimedia)
- คอมพิวเตอร์สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
ยุคของคอมพิวเตอร์
แบ่งออกเป็น 5 ยุคดังนี้ คือ
ยุคที่ 1 เป็นยุคของเทคโนโลยีหลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube)
ยุคที่ 2 เป็นยุคของเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ (Transistor) และใช้วงแหวนแม่เหล็ก
(Magnetic Core) เป็นสื่อเก็บข้อมูลหลักภายใน
ยุคที่ 3 เป็นยุคของสารกึ่งตัวนำ (Semi - Conductor) ในยุคนี้ทรานซิสเตอร์จำนวนมากจะถูกย่อส่วนเป็นวงจรรวมที่เรียกว่า
Integrated Circuits (ICs) หรือ Single Chip
ยุคที่ 4 เป็นยุคของวงจรรวมขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "VLSI" (Very
Large Scale Integration)
โดยที่เทคโนโลยี LSI นำไปสู่การพัฒนา Microprocessor ซึ่งใช้ใน Microcomputer
ยุคที่ 5 ในปัจจุบันจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "ULSI" (Ultra
Large Scale Integration) ซึ่งก็คือ วงจรเบ็ดเสร็จขนาดใหญ่พิเศษ หรือเป็นยุคของ
Natural Language Processing ซึ่งคอมพิวเตอร์จะถูกนำมาใช้งานในลักษณะของระบบผู้เชี่ยวชาญ
(Expert System)
ประวัติของคอมพิวเตอร์ที่น่าสนใจ
มีดังนี้คือ
- ในปี ค.ศ. 1812 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Charles Babbage ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่มีชื่อว่า
Difference Engine ซึ่งสามารถคำนวณตารางลอการิทึม (Logarithm Table)
และฟังก์ชั่นทางตรีโกณได้
- หลักการทำงานของเครื่อง Analytical Engine จะใช้บัตรเจาะรู
- คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า คือ IBM Mark One
- ในปี ค.ศ. 1946 John W. Mauchly และ J. Presper Eckert ได้ออกแบบสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลกที่มีชื่อว่า
"ENIAC" ซึ่งย่อมาจาก Electronic Numerical Integrator And
Calculator ทั้งนี้หน่วยความจำหลักของเครื่อง ENIAC จะใช้เทคโนโลยีประเภทวงแหวนแม่เหล็ก
(Magnetic Core)
- คอมพิวเตอร์ที่ถูกนำมาใช้ในทางธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์เครื่องแรกของโลก
คือ UNIVAC ซึ่งย่อมาจาก Universal Automatic Computer
การพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
มี 3 แนวทาง ดังนี้
1. Small Size คอมพิวเตอร์จะต้องมีขนาดเล็กลง มีความเร็วสูง และความเชื่อถือสูง
2. More Power คอมพิวเตอร์จะต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบเดิม คือ ต้องมีความเร็วในการประมวลผลข้อมูลสูงขึ้นและสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น
3. Less Expense ราคาของคอมพิวเตอร์จะถูกลงตามขนาดของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น
6 ประเภท ได้แก่
1. Supercomputer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความจุในการจัดเก็บข้อมูลสูง
และมีความเร็วในการประมวลผลสูงมาก สามารถประมวลผลได้หลายพันล้านคำสั่งต่อนาที
มีหน่วยความเร็วเป็น megaflops (or)MFLOPS (one million floating point
operations per second) จึงเหมาะสำหรับงานวิจัย การพยากรณ์อากาศทั่วโลก
การออกแบบเครื่องบิน และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
2. Mainframe Computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพต่ำรองจาก
Supercomputer มีความเร็วและความจุสูง มีหน่วยความเร็วเป็น MIPS (one
million instructions per second) ส่วนใหญ่จะนำไปใช้งานกับองค์กรขนาดใหญ่
เช่น ธนาคาร สายการบิน บริษัทประกันภัย มหาวิทยาลัย เป็นต้น
3. Minicomputer หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "คอมพิวเตอร์พิสัยกลาง"
(Midrange Computer) จะมีขนาดเล็กกว่าเมนเฟรม รวมทั้งมีความเร็วในการประมวลผลและความจุต่ำกว่าเมนเฟรม
ส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้งานกับบริษัทขนาดกลาง เช่น ใช้กับระบบบัญชี หรืออาจนำไปใช้ร่วมกับระบบเมนเฟรมก็ได้
เ ตั้งแต่ Mini ขึ้นไปถึง Super จะมีลักษณะการทำงานในแบบ Multi-user
เ ปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นมาอยู่ระหว่าง Mainframe กับ Mini
เราเรียกว่า Super Minicomputer ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในสถาบันคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็อยู่ในกลุ่ม
Super Minicomputer ยี่ห้อ VAX รุ่น 6510 ด้วยเช่นกัน
4. Microcomputer หรือคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก
ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1) Personal Computers (PCs) เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก
มีหน่วยความเร็วเป็น megahertz(MHz) เหมาะกับการใช้งานในสำนักงาน เช่น
Notebook Computer , Pocketbook Computer เป็นต้น
2) Workstations (สถานีงาน) เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีประสิทธิภาพสูง
ราคาแพง
ส่วนมากจะนำมาใช้ในงานที่มีความยุ่งยากซับซ้อน เช่น งานด้านวิศวกรรมศาสตร์
วิทยาศาสตร์ เป็นต้น สถานีงานจะทำงานตามลำพัง (Stand Alone) คือ มีผู้ใช้เพียงคนเดียว
คอมพิวเตอร์ที่อยู่ระหว่าง Microcomputer กับ Mini เราเรียกว่า Super
Microcomputer ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า
Microcomputer มีลักษณะการทำงานแบบ Multi-user คือ มีผู้ใช้หลายคนพร้อม
ๆ กัน
5. Network Computer เป็นการนำเอา computer หลาย ๆ เครื่องมาต่อเข้าด้วยกัน
เพื่อแชร์ข้อมูล แชร์ฮาร์ดแวร์ และแชร์ซอฟต์แวร์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
6. Embedded Computer คือ คอมพิวเตอร์แบบฝังซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุม
(Microcon
-trollers) ส่วนใหญ่มักจะถูกติดตั้งอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ เช่น
เตาไมโครเวฟ เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น
เทคโนโลยีโทรคมนาคม
เทคโนโลยีโทรคมนาคม หมายถึง การสื่อสารทางไกลซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
(Electromagnetic) ที่ส่งผ่านตัวกลางในการสื่อสารระหว่างต้นทางและปลายทาง
เช่น เครือข่ายโทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ การเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิล เป็นต้น
การพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคม
มีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ
1. ช่องทางการสื่อสารที่ดีกว่า
2. เครือข่ายที่ดีกว่า
3. อุปกรณ์การรับ การส่ง และการบันทึกที่ดีกว่า
ช่องทางการสื่อสารที่ดีกว่า
(Better Communication Channels)
วิธีการพื้นฐานของการส่งข่าวสาร มี 2 ประเภท คือ
1. การเชื่อมต่อโดยตรง (Wire or Cable Connections) ได้แก่
- สายคู่ตีเกลียว (Twisted Pair)
เป็นสายทองแดงที่ใช้ในระบบเครือข่ายของโทรศัพท์ การเชื่อมต่อจะใช้แจ๊ค
(Jack) สายชนิดนี้ออกแบบสำหรับสัญญาณเสียงที่มีความถี่อยู่ในช่วง 300
- 4,000 Hz. มี 2 แบบ คือ UTP และ STP
- สายโคเอ็กเชียล (Coaxial) เป็นสายเคเบิลที่มีความถี่สูง มีความเร็วในการส่งมากกว่าสายคู่ตีเกลียวประมาณ
80 เท่า สายชนิดนี้ได้แก่ สายที่ต่อกับสายอากาศของโทรทัศน์
- สายใยแก้ว (Fiber Optic Cable)
เป็นสายสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะทำการส่งสัญญาณในรูปของแสงผ่านแท่งแก้ว
มีความเร็วมากกว่า 26,000 เท่าของการส่งแบบสายคู่ตีเกลียว ซึ่งระบบโทรศัพท์ได้นำสายชนิดนี้เข้ามาใช้ในระบบเครือข่าย
และในมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ได้ใช้ Fiber Optic Cable นี้เป็นแกนกลางในการส่งข้อมูลของคณะต่าง
ๆ ด้วย
2. ระบบไร้สาย (Wireless Connections)
ใช้หลักการของ Electromagnetic Spectrum ซึ่งจะแตกต่างกันที่ความถี่และความยาวคลื่น
ในปัจจุบันนี้เราจะใช้การสื่อสารแบบไร้สายในการส่งข่าวสารผ่านอากาศใน
3 ลักษณะ คือ
- คลื่นวิทยุ (Radio Waves) คือ การส่งคลื่นที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
เช่น คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ และการสื่อสารแบบ Mobile หรือ Cellular Phone
Transmission
- ไมโครเวฟ (Microwave) เป็นการส่งคลื่นในแนวเส้นตรง และจัดว่าเป็นการส่ง
ข่าวสารที่มีประสิทธิภาพชนิดหนึ่งในปัจจุบัน
- ระบบดาวเทียม (Satellite System) มีวิธีการทำงานเหมือนกับไมโครเวฟคือ
ใช้หลักการยิงสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยใช้ดาวเทียมเป็นตัวทวนสัญญาณ
ซึ่งระบบไร้สายชนิดนี้ปัจจุบันนิยมใช้กันมาก และมีประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลได้ทั่วโลก
ฒ เครือข่ายที่ดีกว่า (Better Networks)
เครือข่ายสื่อสาร
(Communication Network) คือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันโดยผ่านคู่สายโทรศัพท์
หรืออุปกรณ์สื่อสารอื่น ๆ ที่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้ โดยใช้โปรแกรมประยุกต์และอุปกรณ์ร่วมกัน
ในปัจจุบันสามารถจำแนกเครือข่ายออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ
1. WAN (Wide Area Network) คือ
เครือข่ายระยะไกล อุปกรณ์ที่ใช้ในเครือข่ายนี้นิยมใช้ไมโครเวฟหรือดาวเทียมเป็นตัวกลางในการส่งข่าวสาร
ระบบเครือข่ายระยะไกลที่เรารู้จักกันดีคือ Internet
2. MAN (Metropolitan Area Network)
คือ เครือข่ายที่มีการเชื่อมต่อกับผู้ใช้ที่อยู่ในเขตเมืองเดียวกันหรือในภูมิภาคเดียวกัน
เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ระหว่างสำนักงานในเขตเมืองใหญ่ หรือระบบเซลลูลาร์โฟน
ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีการนำมาประยุกต์ใช้กับโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน
3. LAN (Local Area Network) คือ
เครือข่ายระยะใกล้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ในระยะทางใกล้ ๆ เช่น
ภายในอาคารเดียวกัน การเชื่อมต่ออาจใช้สายเคเบิล เช่น สายคู่ตีเกลียว
สายโคเอ็กเชียล หรือสายใยแก้ว ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็มีการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ระหว่างคณะต่าง
ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า "Campus Network"
ฒ อุปกรณ์การรับ การส่ง และการบันทึกที่ดีกว่า (Better Sending , Receiving
& Recording Devices) อุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติที่ดีมี 5 รูปแบบดังนี้
1. Cellular Phones หรือ Cellular Mobile Telephones
เป็นระบบที่มีการแบ่งพื้นที่การบริการออกเป็น Grid หรือ Cells ซึ่งในแต่ละเซลล์จะมีความถี่ของตัวเองที่สามารถติดต่อได้
และสามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายโทรศัพท์ได้ อุปกรณ์ชนิดนี้จะใช้ช่องทางการสื่อสารแบบไร้สาย
ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ทุกที่และติดต่อสื่อสารได้ทั่วโลก
2. FAX Machine ทำหน้าที่กวาดภาพและส่งภาพในรูปของสัญญาณไฟฟ้าไปยังแฟกซ์ที่เป็นตัวรับ
เมื่อเครื่องรับสัญญาณแล้ว จะทำการสร้างภาพที่ส่งมานั้นลงบนกระดาษ ส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ในระบบสำนักงานอัตโนมัติ
3. Compact Disks หรือที่เราเรียกว่า
CD คือ จานเสียงที่ใช้บันทึกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ-ภาพ CD ที่เรานิยมนำมาใช้งาน
ได้แก่
- CD-ROM (Compact Disk - Read Only Memory) คือ จาน CD ที่เก็บข้อมูลในรูปของ
Text และ Graphics ซึ่งผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียว โดยไม่สามารถแก้ไขข้อมูลหรือเขียนเพิ่มเข้าไปได้
การบันทึกข้อมูลต้องใช้แสงเลเซอร์เท่านั้น จึงเหมาะที่จะใช้เก็บข้อมูลจำนวนมาก
ๆ
- CD-I (Compact Disk Interactive) ใช้สำหรับเก็บข้อมูล เสียง ภาพ ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
อีกทั้งสามารถทำงานแบบ Interactive Game และใช้งานด้านการศึกษาได้ ระบบนี้ไม่สามารถใช้อ่านบน
CD-ROM Player ได้
4. Interactive Television คือ
อุปกรณ์ที่ทำงานในลักษณะของการสนทนาโต้ตอบกัน ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบ
2 ทาง เช่น การสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ใช้ระบบ Video Conference
ทำให้นักศึกษาและอาจารย์สามารถสนทนาโต้ตอบกันได
้
5. Picture Phones คือ ระบบโทรศัพท์พร้อมโทรทัศน์ที่มีการติดตั้งกล้องวิดีโอสำหรับการสนทนาระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ทั้งสองฝ่ายให้สามารถมองเห็นหน้ากันได้
แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มี 3 รูปแบบ คือ
1. Connectivity หรือการเชื่อมต่อร่วมกัน
คือ ความสามารถที่จะต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันด้วยโมเด็มหรือเครือข่ายและสายการสื่อสาร
เพื่อให้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้แบบเชื่อมตรง ซึ่งการเชื่อมต่อร่วมกันจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง
ๆ ดังนี้
- Telecommuting เป็นการสื่อสารในลักษณะของการส่งงานจากบ้านไปที่ทำงานและกลับมา
โดยจะติดต่อกันทางโทรศัพท์ แฟกซ์ หรือคอมพิวเตอร์ก็ได้
- Teleshopping มีลักษณะคล้ายกับเคเบิลทีวีที่มีบริการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้าน
โดยให้ลูกค้าหมุนหมายเลขไปยังศูนย์บริการขายเพื่อเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่บ้านกับศูนย์บริการ
หลังจากนั้นเราก็จะสามารถดูรายการสินค้า ราคา และทำการสั่งซื้อผ่านคอมพิวเตอร์ได้
- E-Mail and Voice Mail คือ การเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์แบบมีสายหรือแบบไร้สายเข้าด้วยกัน
ซึ่งผู้ใช้สามารถส่งข่าวสารผ่านคีย์บอร์ดและส่งไปยังผู้รับ เพื่อทำการอ่านผ่านทางจอภาพ
การใช้งานสามารถใช้ได้ทั้งเครือข่ายระยะใกล้ (LAN) และเครือข่ายทั่วโลก
(World Wide Network)
- Voice Mail มีลักษณะการทำงานเหมือนกับระบบโทรศัพท์ เป็นการส่งสัญญาณเสียงเข้ามาในรูปของดิจิตอล
และสามารถเก็บสัญญาณไว้ได้เพื่อทำการค้นคืนกลับมาใช้ในภายหลัง
2. Online Information Access
หรือการเข้าถึงสารสนเทศแบบทันทีทันใด
Online หมายถึง การเชื่อมต่อโมเด็มหรือเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์
ซึ่งอาจใช้ตัวกลางในการส่งข่าวสารเป็นแบบมีสายหรือไร้สายก็ได้
Access หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างฐานข้อมูล เครือข่าย
การบริการออนไลน์ (Online Services) หรือแผงข่าวสาร (Electronic Bulletin
Board System) ซึ่งสามารถเข้าถึงข่าวสารที่ทันสมัยตามความต้องการของผู้ใช้ได้
- Database หรือฐานข้อมูล เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลจำนวนมากที่ใช้ในการอ้างอิงในการทำงาน
หรือเป็นแหล่งห้องสมุดข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์
- Computer Online Services หมายถึง
บริการสารสนเทศเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องมี
ค่าธรรมเนียมและมีบริการที่หลากหลาย เพื่อให้สมาชิกได้ใช้ผ่านทางไมโครคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์
เช่น America Online, Compuserve, Delphi, Prodigy เป็นต้น
- Internet หมายถึง เครือข่ายสากลซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ
36,000 ชุด โดยจะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่สถาบันการศึกษา สถาบันทางวิทยาศาสตร์
และสถาบันเชิงพาณิชย์ต่าง ๆ
เ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือ
World Wide Web (WWW)
- แผงข่าวสาร (BBS) เป็นศูนย์กลางของแหล่งข่าวสาร และเป็น Message Switching
System สำหรับกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่สนใจข่าวสารของแต่ละกลุ่ม หรือระบบที่ให้ลูกค้าสื่อสารกับลูกค้าอีกคนหนึ่ง
และใช้สารสนเทศร่วมกัน
3. Interactivity หรือการบริการเชิงโต้ตอบ
หมายถึง ผู้ใช้สามารถตอบสนองได้โดยตรงกับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น
ๆ หรืออาจให้มีการเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้ นั่นคือ จะมีการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น
ๆ
- Multimedia Computer เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงข่าวสารในรูปแบบต่าง
ๆ ได้หลายชนิดในตัวกลางเดียว รวมถึง Text, Graphics Animation, Video
และ Music and Voice
- TV/PC หรือ Smart Boxes and Set Top Boxes เป็นอุปกรณ์ของการบริการเชิง
โต้ตอบที่ใช้งานร่วมกันระหว่างโทรทัศน์ โทรศัพท์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
การประยุกต์ใช้งานในทางธุรกิจของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ก็คือ การทำ Electronic Business หรือที่เราเรียกว่า E-business (or)
E-commerce ซึ่งเป็นผลที่เกิดมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
หรือที่เรียกว่า Internet (International Network)
เหตุผลที่ต้องทำธุรกิจผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเตอร์เน็ต
เนื่องจาก
1. มีการขยายตัวของผู้ใช้ Internet เป็นจำนวนมาก
2. เพิ่มช่องทางทางการตลาด
3. เพื่อสามารถรับข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
4. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชน
5. เพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก
6. เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์รายละเอียดของสินค้า
7. เพื่อช่วยสร้างภาพพจน์ให้กับองค์กร (ทันสมัย) และลูกค้าสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้โดยตรง
(Direct Sale)
8. เปิดตลาดระหว่างประเทศ
9. สามารถบริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชม.
แนวโน้มในอนาคตของเทคโนโลยีสารสนเทศมีลักษณะดังนี้
1. เป็นลักษณะของ Mobile Commuting หรือ Wireless Mobile Commuting (การ
สื่อสารแบบไร้สายแต่สามารถประมวลผลได้) ในปัจจุบันเริ่มใช้ไปแล้ว
2. เป็นลักษณะของ Multi-Media
3. ราคาค่อนข้างถูก
WebThaiThai Exchange
Dekthai.net Banner Exchange
รวมเว็บ ม.รามคำแหง
» หน้าหลักภาษาไทย
» English Page
» สถาบันคอมพิวเตอร์
» สำนักหอสมุดกลาง
» ศูนย์บริการสืบค้นข้อมูล
» RU.Internet
» e-Book
» e-Learning
» Huamark.com
» Faikham.com
» ศูนย์บริการเทคโนโลยีฯ
» ศูนย์ปฏิบัติการคอมฯ
»Ru
comp Moblie and Network
»งานประชาสัมพันธ์ ม.ราม
» ดอกสุพรรณิการ์
» TV on Internet
» หลวงพ่อจรัญฯ
» อ.บ.ต.
» หมายเลขโทรศัพท์
»