Home|
ตอนที่ 1แหล่งค้นคว้าเพื่อการศึกษา
|
|
บทนำ สารสนเทศกับพัฒนาการของห้องสมุด
|
| ความหมายและประโยชน์ของสารสนเทศ สารสนเทศหรือสารนิเทศ (Information) หมายถึง ข่าวสารความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่กลั่นกรองแล้วจากข้อมูล ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ซึ่งบันทึกไว้บนสื่อหรือวัสดุสารสนเทศรูปใดรูปหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์บนกระดาษหรือวัสดุประเภทอื่น เช่น โสตทัศน์ และวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ ประโยชน์ของสารสนเทศ มีดังนี้ 1. ลดอัตราการตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ 2. ช่วยให้ประชาชนเป็นผู้บริโภคอย่างฉลาด 3. ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ 4. ลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ 5. ลดค่าใช้จ่ายจากการทำวิจัยซ้ำซ้อน 6. รู้จักแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น 7. เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาประเทศ พัฒนาการของห้องสมุดและวัสดุที่ใช้บันทึกความรู้ 1. สมัยโบราณจนถึงก่อนศตวรรษที่ 20 ชาวสุเมเรียน (Sumarians) ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตามลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสของเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ 3,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นชนชาติแรกที่นำเรื่องราวซึ่งเป็นคำสอนทางศาสนา ตำนาน บทสวดมนต์ คาถา การเมือง เศรษฐกิจ และความคิดทางปรัชญามาบันทึกลงบนแผ่นดินเหนียว (Clay Tablets) โดยใช้ ตัวอักษรที่เรียกว่า "อักษรรูปลิ่มหรืออักษรคูนิฟอร์ม" (Cuneiform) และอารยธรรมนี้ของชาวสุเมเรียนก็ได้แผ่ขยายไปสู่ชาวบาบิโลเนียน (Babilonians) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย และชาวอัสสิเรียน (Assyrians) ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมโสโปเตเมีย ประมาณ 2,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวสุเมเรียนเริ่มมีการจัดตั้งสถานที่ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน ในเวลาต่อมาว่า "ห้องสมุด" เพื่อให้เป็นที่จัดเก็บแผ่นดินเหนียวที่มีการจารึกอักษรลงไปเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันห้องสมุดดังกล่าวจะตั้งอยู่ที่เมืองเทลเลาะห์ (Telloh) ประเทศอิรัก เ ชาวบาบิโลเนียนเป็นชนชาติที่มีการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงบนแผ่นดินเหนียวเช่นกัน โดยเหตุการณ์ที่บันทึกลงไปนั้นจะมีทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้า การปกครอง ประวัติศาสตร์ ศาสนา และกฎหมาย ซึ่งกฎหมายที่สำคัญของยุคนี้ก็คือ "ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี" (The Code of Hummurabi) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลักษณะแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ชาวอียิปต์ซึ่งตั้งถิ่นฐานตามลุ่มแม่น้ำไนล์รู้จักบันทึกเหตุการณ์และข่าวสารความรู้ต่าง ๆ ลงบนแผ่นกระดาษปาไปรัส (Papyrus) ด้วยตัวอักษรภาพที่เรียกว่า "เฮียโรกลิฟิค" (Hieroglyphic) แล้วม้วนเก็บไว้ในขวดดินเหนียวหรือในที่เก็บทรงกระบอกซึ่งทำด้วยโลหะ และติดฉลากไว้ด้านนอกของที่เก็บเพื่อจะได้รู้ว่าเป็นเรื่องของอะไร หลังจากนั้นก็เกิดห้องสมุดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นห้องสมุดส่วนตัวของกษัตริย์หรือนักปราชญ์ในราชสำนักต่าง ๆ ห้องสมุดในยุคแรก ๆ ของโลก ได้แก่ ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นห้องสมุดที่อนุญาตให้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย ขุนนาง และชนชั้นที่ร่ำรวยเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปใช้บริการใน ห้องสมุดได้ ห้องสมุดประชาชนริเริ่มก่อตั้งโดย จูเลียส ซีซาร์ แห่งจักรวรรดิโรมัน โดยให้ประชาชนเข้าไปใช้ในสมัยกษัตริย์ออกุสตุส ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาแผ่นหนังสัตว์ขึ้นเพื่อใช้บันทึกข้อเขียนแทนแผ่นดินเหนียว แผ่นไม้ แผ่นหิน แผ่นบรอนซ์ และกระดาษปาไปรัส ซึ่งแผ่นหนังเหล่านี้เมื่อนำมาเย็บรวมกันก็จะเรียกว่า โคเด็กซ์ (Codex) ทางด้านประเทศจีนในช่วง 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชนั้น นิยมใช้วัสดุประเภทผ้าลินิน ผ้าไหม แผ่นไม้ กระดูก และกระดองสัตว์ในการบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ต่อมาราวศตวรรษที่ 2 ชาวจีนก็สามารถผลิตกระดาษขึ้นได้ และอาจกล่าวได้ว่าชาวจีนเป็นผู้ริเริ่มผลิตกระดาษสมัยใหม่ก็ว่าได้ ต่อมาในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการในคริสต์ศักราช 1450 (ศตวรรษที่ 15) โยฮัน กูเตนเบอร์ก (Johann Gutenberg) เป็นชาวเยอรมันที่คิดประดิษฐ์แท่นพิมพ์โดยใช้ตัวเรียงจากโลหะหล่อเป็นตัวพิมพ์ ซึ่งทำให้วิธีผลิตหนังสือด้วยการคัดลอกที่ทำกันมาตั้งแต่โบราณต้องเปลี่ยนมาเป็นการพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์ 2. ช่วงศตวรรษที่ 20 เ กิจการของห้องสมุดในช่วงศตวรรษที่ 20 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว วัสดุที่ใช้บันทึกความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ ยังเป็นกระดาษ ในขณะเดียวกันเมื่อมีสารสนเทศมากขึ้นก็ต้องมีการพัฒนาคิดค้นวัสดุประเภทอื่นให้สามารถบันทึกข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโสตทัศนวัสดุ วัสดุ-ย่อส่วน วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ และระบบคอมพิวเตอร์ 3. พัฒนาการของห้องสมุดในประเทศไทย พัฒนาการของห้องสมุดในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมีการเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกซึ่งจารึกลงในใบลาน (เมื่อนำมาเย็บรวมกันเรียกว่า "หนังสือผูก") ไว้ที่ "หอไตรหรือหอพระไตรปิฎก" ในวัดวาอารามต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดเก็บหลักศิลาจารึกและวรรณกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะอีกด้วย ส่วนในสมัยอยุธยานั้นมีการสร้าง "หอหลวง" ขึ้นภายในพระราชวัง เพื่อเก็บรักษาหนังสือ วรรณกรรมทางโลก ตัวบทกฎหมาย และเอกสารทางราชการ ซึ่งหอหลวงนี้เป็นห้องสมุดส่วนตัวของพระมหา-กษัตริย์หรือข้าราชการในสำนัก ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ร.1) มีการสร้าง "หอพระมณเฑียรธรรม" ขึ้นกลางสระน้ำตรงมณฑปวัดพระศรีรัตนศาสดารามในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เพื่อใช้เป็นที่เก็บคัมภีร์พระไตรปิฎก จึงนับได้ว่าหอพระมณเฑียรธรรมทำหน้าที่เป็นหอสมุดแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3) ได้โปรดเกล้าให้มีการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมัง-คลาวาส (ปัจจุบันคือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์) เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ของประชาชนทั่วไป วัดพระเชตุพนจึงเป็นห้องสมุดสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยประชาชนหรือมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้อีกด้วย ส่วนห้องสมุดสมัยใหม่เริ่มขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 4 ทรงบริจาคทรัพย์ร่วมกันสร้าง "หอพระสมุดวชิรญาณ" ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) ลักษณะการดำเนินงานของห้องสมุดแห่งนี้คือ สมาชิกของห้องสมุดจะต้องเสียค่าบำรุง ทั้งนี้จะมีกรรมการเป็นผู้บริหารและดำเนินการ นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ยังทรงโปรดให้สร้าง "หอพุทธสาสนสังคหะ" เพื่อใช้เก็บหนังสือและพระไตรปิฎก ต่อมาใน พ.ศ. 2447 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าให้รวมหนังสือต่าง ๆ จากหอพระสมุดวชิรญาณ หอพระมณเฑียรธรรม และหอพุทธสาสนสังคหะ แล้วเปิดเป็นหอพระสมุดใหม่ที่ชื่อว่า "หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร" เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ ซึ่งหอพระสมุดแห่งนี้ถือว่าเป็นรากฐานของหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน ห้องสมุดในประเทศไทยได้รับการพัฒนาและขยายการให้บริการแก่ผู้ใช้อย่างทั่วถึง โดยได้นำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงานห้องสมุดเป็นครั้งแรกที่สถาบัน Asian Institution of Technology (AIT) เมื่อปี พ.ศ. 2519 ทรัพยากรบุคคลของห้องสมุด 1. บุคลากรในห้องสมุด มี 2 ประเภท คือ 1. ผู้มีความรู้ทางวิชาชีพ เป็นผู้ที่มีความรู้ทางวิชาชีพบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศ-ศาสตร์ในระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยมีชื่อเรียกตามลักษณะงานที่รับผิดชอบ เช่น บรรณารักษ์ตอบคำถาม บรรณารักษ์จัดหา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบุคลากรที่เป็นนักวิชาการซึ่งมีความรู้เฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง เช่น นักกฎหมาย นักประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป เป็นต้น อีกทั้งยังรวมถึงนักเอกสารสนเทศหรือ นักสารสนเทศ ซึ่งมีความรู้ทางสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับปริญญาตรี บวกกับความรู้ทางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศในระดับปริญญาโท 2. ผู้สนับสนุนกิจกรรมวิชาชีพ เป็นผู้ที่มีความรู้ในระดับประกาศนียบัตร เช่น พนักงาน-ห้องสมุด เจ้าหน้าที่ธุรการ และช่างศิลป์ เป็นต้น ซึ่งบุคลากรกลุ่มนี้ช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมและหน้าที่ทางการบริการสารสนเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. หน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรในห้องสมุด 1. คัดเลือกและจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ 2. วิเคราะห์จัดหมู่และจัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศ 3. จัดทำเครื่องมือช่วยค้นหาสารสนเทศ เช่น บัตรรายการ 4. ให้บริการและเผยแพร่สารสนเทศ วิธีปฏิบัติเมื่อผู้ใช้มีคำถาม โดยทั่วไปห้องสมุดขนาดใหญ่จะจัดบรรณารักษ์ไว้คอยตอบคำถามให้แก่ผู้ใช้ ซึ่งอาจมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น บริการตอบคำถาม บริการตอบคำถามและช่วยค้นคว้า บริการตอบคำถามและบริการสารสนเทศ ในขณะที่ผู้ใช้ขอรับบริการจากบรรณารักษ์ตอบคำถามนั้น ผู้ใช้ควรรู้วิธีถามคำถาม ดังนั้นผู้ใช้ควรปฏิบัติดังนี้ 1. ถามให้ตรงเป้าหมายและสอดคล้องกับความต้องการ 2. ไม่ควรถามคำถามกว้างเกินไป 3. ระบุความยากง่ายของคำตอบที่ต้องการ 4. หากต้องการข้อมูลใหม่ ๆ ก็ควรบอกในคำถามด้วย |
|
บทที่ 1 การพัฒนาทักษะเพื่อการศึกษาค้นคว้า
|
| ความหมายของการศึกษา การศึกษา หมายถึง การเสาะแสวงหาความรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ จนสามารถนำความรู้นั้นมาปรับปรุงตนให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การศึกษาจึงมีความจำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเป็นยุคของข่าวสารความรู้หรือสารสนเทศ การศึกษาหาความรู้จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาชีวิตให้ทันต่อสังคมโลก จ ความสำคัญของการศึกษา การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญไปในทิศทางที่พึงประสงค์ ทั้งนี้เพราะเป้าหมายในการจัดการศึกษามุ่งจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ปลูกฝังให้ประชากรมีความรู้ความสามารถทั้งทางวิชาการในด้านต่าง ๆ รวมทั้งความรู้ทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของความเป็นไทย วิธีศึกษาหาความรู้ วิธีศึกษาหาความรู้ขั้นพื้นฐานมี 4 วิธี คือ การอ่าน การฟัง การไต่ถาม และการจดบันทึก 1. การอ่าน การเป็นนักอ่านที่ดี หมายถึง ผู้อ่านที่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากที่สุด โดยใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งข้อแนะนำสำหรับการเป็นนักอ่านที่ดีมี 4 ประการ คือ 1. การอ่านอย่างคร่าว ๆ (Skimming) เป็นการอ่านอย่างเร็ว ๆ โดยการดูว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง เป็นการอ่านที่ไม่ต้องการรายละเอียดแต่ต้องการความรู้ความเข้าใจบ้างเท่านั้น เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ 2. การอ่านอย่างเฉพาะเจาะจง (Scanning) เป็นการอ่านเพื่อค้นหาคำตอบเฉพาะเรื่อง เช่น การค้นหาความหมายของคำในพจนานุกรม การค้นหาสถานที่ตั้งของเมือง เป็นต้น ซึ่งการอ่านในลักษณะนี้ใช้กับการค้นหาความรู้จากหนังสืออ้างอิง เช่น การอ่านหนังสืออ้างอิงประเภทสารานุกรม 3. การอ่านเพื่อศึกษารายละเอียด (Through Reading) เป็นการอ่านเพื่อให้เข้าใจ ความหมายทั้งหมดของผู้เขียน ทั้งข้อความที่เป็นสาระสำคัญและข้อความปลีกย่อย การอ่านแบบนี้ต้องใช้สมาธิและเวลา เป็นการอ่านที่จำเป็นสำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาและนักวิชาการ เช่น การอ่านหนังสือ IS 103 เพื่อเตรียมตัวสอบ 4. การอ่านอย่างวิเคราะห์ (Critical Reading) เป็นทักษะการอ่านในระดับสูงสุด ถือเป็นสุดยอดของกระบวนการอ่านเอาความ ซึ่งการอ่านแบบนี้ผู้อ่านต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะอ่านมาก่อน เพราะเป็นการอ่านที่ต้องใช้วิจารณญาณอย่างมาก เช่น การอ่านวรรณกรรมซีไรท์ การอ่านบทวิจารณ์หนังสือ เป็นต้น 2. การฟัง การฟังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเล่าเรียนอยู่เป็นประจำ ได้แก่ ฟังคำบรรยายในชั้นเรียน ฟังวิทยุเพื่อการศึกษา ฟังการสัมมนา และฟังการอภิปราย เป็นต้น ข้อแนะนำสำหรับการฟังคำบรรยาย มี 3 ประการ คือ 1. เตรียมตัวให้พร้อม 2. มีสมาธิในการฟัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 3. คิดตามคำบรรยาย 3. การไต่ถาม การไต่ถามเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการเรียนที่ฉลาดเพราะได้สอบถามจากผู้รู้โดยตรง จึงช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้อย่างแจ่มแจ้ง 4. การจดบันทึก การจดบันทึกควรจดเฉพาะใจความสำคัญ ใช้คำย่อตามสมควร ผู้ที่จะจดบันทึกได้ดีนั้นต้องเป็นผู้ที่มีวิธีอ่าน วิธีฟัง และวิธีซักถามที่ดีด้วย |