|
|
Advertising |
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
Online
213 คน |
|
|
|
DOWNLOAD |

 |
 |
|
Home
IS
103 สรุปการใช้ห้องสมุด |
|
ตอนที่ 1แหล่งค้นคว้าเพื่อการศึกษา
|
|
บทนำ สารสนเทศกับพัฒนาการของห้องสมุด
|
ความหมายและประโยชน์ของสารสนเทศ
สารสนเทศหรือสารนิเทศ
(Information) หมายถึง ข่าวสารความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่กลั่นกรองแล้วจากข้อมูล
ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ซึ่งบันทึกไว้บนสื่อหรือวัสดุสารสนเทศรูปใดรูปหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์บนกระดาษหรือวัสดุประเภทอื่น เช่น โสตทัศน์ และวัสดุอิเล็กทรอนิกส์
ประโยชน์ของสารสนเทศ
มีดังนี้
1. ลดอัตราการตายจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
2. ช่วยให้ประชาชนเป็นผู้บริโภคอย่างฉลาด
3. ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
4. ลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ
5. ลดค่าใช้จ่ายจากการทำวิจัยซ้ำซ้อน
6. รู้จักแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น
7. เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาประเทศ
พัฒนาการของห้องสมุดและวัสดุที่ใช้บันทึกความรู้
1. สมัยโบราณจนถึงก่อนศตวรรษที่ 20
ชาวสุเมเรียน (Sumarians) ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตามลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสของเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ
3,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นชนชาติแรกที่นำเรื่องราวซึ่งเป็นคำสอนทางศาสนา
ตำนาน บทสวดมนต์ คาถา การเมือง เศรษฐกิจ และความคิดทางปรัชญามาบันทึกลงบนแผ่นดินเหนียว
(Clay Tablets) โดยใช้
ตัวอักษรที่เรียกว่า "อักษรรูปลิ่มหรืออักษรคูนิฟอร์ม" (Cuneiform)
และอารยธรรมนี้ของชาวสุเมเรียนก็ได้แผ่ขยายไปสู่ชาวบาบิโลเนียน (Babilonians)
ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย และชาวอัสสิเรียน (Assyrians) ซึ่งอยู่ทางเหนือของเมโสโปเตเมีย
ประมาณ 2,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวสุเมเรียนเริ่มมีการจัดตั้งสถานที่ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน
ในเวลาต่อมาว่า "ห้องสมุด" เพื่อให้เป็นที่จัดเก็บแผ่นดินเหนียวที่มีการจารึกอักษรลงไปเรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันห้องสมุดดังกล่าวจะตั้งอยู่ที่เมืองเทลเลาะห์ (Telloh) ประเทศอิรัก
เ ชาวบาบิโลเนียนเป็นชนชาติที่มีการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงบนแผ่นดินเหนียวเช่นกัน
โดยเหตุการณ์ที่บันทึกลงไปนั้นจะมีทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้า
การปกครอง ประวัติศาสตร์ ศาสนา และกฎหมาย ซึ่งกฎหมายที่สำคัญของยุคนี้ก็คือ
"ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี" (The Code of Hummurabi) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลักษณะแบบตาต่อตา
ฟันต่อฟัน
ชาวอียิปต์ซึ่งตั้งถิ่นฐานตามลุ่มแม่น้ำไนล์รู้จักบันทึกเหตุการณ์และข่าวสารความรู้ต่าง
ๆ ลงบนแผ่นกระดาษปาไปรัส (Papyrus) ด้วยตัวอักษรภาพที่เรียกว่า "เฮียโรกลิฟิค"
(Hieroglyphic) แล้วม้วนเก็บไว้ในขวดดินเหนียวหรือในที่เก็บทรงกระบอกซึ่งทำด้วยโลหะ
และติดฉลากไว้ด้านนอกของที่เก็บเพื่อจะได้รู้ว่าเป็นเรื่องของอะไร หลังจากนั้นก็เกิดห้องสมุดขึ้น
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นห้องสมุดส่วนตัวของกษัตริย์หรือนักปราชญ์ในราชสำนักต่าง
ๆ
ห้องสมุดในยุคแรก ๆ ของโลก ได้แก่ ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
ซึ่งเป็นห้องสมุดที่อนุญาตให้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย ขุนนาง และชนชั้นที่ร่ำรวยเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปใช้บริการใน
ห้องสมุดได้
ห้องสมุดประชาชนริเริ่มก่อตั้งโดย จูเลียส ซีซาร์ แห่งจักรวรรดิโรมัน
โดยให้ประชาชนเข้าไปใช้ในสมัยกษัตริย์ออกุสตุส
ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาแผ่นหนังสัตว์ขึ้นเพื่อใช้บันทึกข้อเขียนแทนแผ่นดินเหนียว
แผ่นไม้ แผ่นหิน แผ่นบรอนซ์ และกระดาษปาไปรัส ซึ่งแผ่นหนังเหล่านี้เมื่อนำมาเย็บรวมกันก็จะเรียกว่า
โคเด็กซ์ (Codex)
ทางด้านประเทศจีนในช่วง 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชนั้น นิยมใช้วัสดุประเภทผ้าลินิน
ผ้าไหม แผ่นไม้ กระดูก และกระดองสัตว์ในการบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ต่อมาราวศตวรรษที่
2 ชาวจีนก็สามารถผลิตกระดาษขึ้นได้ และอาจกล่าวได้ว่าชาวจีนเป็นผู้ริเริ่มผลิตกระดาษสมัยใหม่ก็ว่าได้
ต่อมาในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการในคริสต์ศักราช
1450 (ศตวรรษที่ 15) โยฮัน กูเตนเบอร์ก (Johann Gutenberg) เป็นชาวเยอรมันที่คิดประดิษฐ์แท่นพิมพ์โดยใช้ตัวเรียงจากโลหะหล่อเป็นตัวพิมพ์
ซึ่งทำให้วิธีผลิตหนังสือด้วยการคัดลอกที่ทำกันมาตั้งแต่โบราณต้องเปลี่ยนมาเป็นการพิมพ์ด้วยแท่นพิมพ์
2. ช่วงศตวรรษที่
20
เ กิจการของห้องสมุดในช่วงศตวรรษที่
20 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว วัสดุที่ใช้บันทึกความรู้และเรื่องราวต่าง
ๆ ยังเป็นกระดาษ ในขณะเดียวกันเมื่อมีสารสนเทศมากขึ้นก็ต้องมีการพัฒนาคิดค้นวัสดุประเภทอื่นให้สามารถบันทึกข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นโสตทัศนวัสดุ วัสดุ-ย่อส่วน วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ และระบบคอมพิวเตอร์
3. พัฒนาการของห้องสมุดในประเทศไทย
พัฒนาการของห้องสมุดในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
โดยมีการเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกซึ่งจารึกลงในใบลาน (เมื่อนำมาเย็บรวมกันเรียกว่า
"หนังสือผูก") ไว้ที่ "หอไตรหรือหอพระไตรปิฎก" ในวัดวาอารามต่าง
ๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดเก็บหลักศิลาจารึกและวรรณกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะอีกด้วย
ส่วนในสมัยอยุธยานั้นมีการสร้าง "หอหลวง" ขึ้นภายในพระราชวัง
เพื่อเก็บรักษาหนังสือ วรรณกรรมทางโลก ตัวบทกฎหมาย และเอกสารทางราชการ
ซึ่งหอหลวงนี้เป็นห้องสมุดส่วนตัวของพระมหา-กษัตริย์หรือข้าราชการในสำนัก
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
(ร.1) มีการสร้าง "หอพระมณเฑียรธรรม" ขึ้นกลางสระน้ำตรงมณฑปวัดพระศรีรัตนศาสดารามในบริเวณพระบรมมหาราชวัง
เพื่อใช้เป็นที่เก็บคัมภีร์พระไตรปิฎก จึงนับได้ว่าหอพระมณเฑียรธรรมทำหน้าที่เป็นหอสมุดแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.3)
ได้โปรดเกล้าให้มีการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมัง-คลาวาส (ปัจจุบันคือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์)
เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ของประชาชนทั่วไป วัดพระเชตุพนจึงเป็นห้องสมุดสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศ
นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยประชาชนหรือมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้อีกด้วย
ส่วนห้องสมุดสมัยใหม่เริ่มขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ร.5) และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 4 ทรงบริจาคทรัพย์ร่วมกันสร้าง
"หอพระสมุดวชิรญาณ" ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ร.4) ลักษณะการดำเนินงานของห้องสมุดแห่งนี้คือ สมาชิกของห้องสมุดจะต้องเสียค่าบำรุง
ทั้งนี้จะมีกรรมการเป็นผู้บริหารและดำเนินการ นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ยังทรงโปรดให้สร้าง
"หอพุทธสาสนสังคหะ" เพื่อใช้เก็บหนังสือและพระไตรปิฎก
ต่อมาใน พ.ศ. 2447 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าให้รวมหนังสือต่าง
ๆ จากหอพระสมุดวชิรญาณ หอพระมณเฑียรธรรม และหอพุทธสาสนสังคหะ แล้วเปิดเป็นหอพระสมุดใหม่ที่ชื่อว่า
"หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร" เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้
ซึ่งหอพระสมุดแห่งนี้ถือว่าเป็นรากฐานของหอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน
ห้องสมุดในประเทศไทยได้รับการพัฒนาและขยายการให้บริการแก่ผู้ใช้อย่างทั่วถึง
โดยได้นำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงานห้องสมุดเป็นครั้งแรกที่สถาบัน
Asian Institution of Technology (AIT) เมื่อปี พ.ศ. 2519
ทรัพยากรบุคคลของห้องสมุด
1. บุคลากรในห้องสมุด
มี 2 ประเภท คือ
1. ผู้มีความรู้ทางวิชาชีพ เป็นผู้ที่มีความรู้ทางวิชาชีพบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศ-ศาสตร์ในระดับปริญญาตรีขึ้นไป
โดยมีชื่อเรียกตามลักษณะงานที่รับผิดชอบ เช่น บรรณารักษ์ตอบคำถาม บรรณารักษ์จัดหา
เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบุคลากรที่เป็นนักวิชาการซึ่งมีความรู้เฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง
เช่น นักกฎหมาย นักประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป เป็นต้น
อีกทั้งยังรวมถึงนักเอกสารสนเทศหรือ
นักสารสนเทศ ซึ่งมีความรู้ทางสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับปริญญาตรี
บวกกับความรู้ทางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศในระดับปริญญาโท
2. ผู้สนับสนุนกิจกรรมวิชาชีพ เป็นผู้ที่มีความรู้ในระดับประกาศนียบัตร
เช่น พนักงาน-ห้องสมุด เจ้าหน้าที่ธุรการ และช่างศิลป์ เป็นต้น ซึ่งบุคลากรกลุ่มนี้ช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมและหน้าที่ทางการบริการสารสนเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. หน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรในห้องสมุด
1. คัดเลือกและจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ
2. วิเคราะห์จัดหมู่และจัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศ
3. จัดทำเครื่องมือช่วยค้นหาสารสนเทศ เช่น บัตรรายการ
4. ให้บริการและเผยแพร่สารสนเทศ
วิธีปฏิบัติเมื่อผู้ใช้มีคำถาม
โดยทั่วไปห้องสมุดขนาดใหญ่จะจัดบรรณารักษ์ไว้คอยตอบคำถามให้แก่ผู้ใช้
ซึ่งอาจมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น บริการตอบคำถาม บริการตอบคำถามและช่วยค้นคว้า
บริการตอบคำถามและบริการสารสนเทศ
ในขณะที่ผู้ใช้ขอรับบริการจากบรรณารักษ์ตอบคำถามนั้น
ผู้ใช้ควรรู้วิธีถามคำถาม ดังนั้นผู้ใช้ควรปฏิบัติดังนี้
1. ถามให้ตรงเป้าหมายและสอดคล้องกับความต้องการ
2. ไม่ควรถามคำถามกว้างเกินไป
3. ระบุความยากง่ายของคำตอบที่ต้องการ
4. หากต้องการข้อมูลใหม่ ๆ ก็ควรบอกในคำถามด้วย
|
|
บทที่ 1 การพัฒนาทักษะเพื่อการศึกษาค้นคว้า
|
ความหมายของการศึกษา
การศึกษา
หมายถึง การเสาะแสวงหาความรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องต่าง
ๆ อย่างถ่องแท้ จนสามารถนำความรู้นั้นมาปรับปรุงตนให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การศึกษาจึงมีความจำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย
โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เรียกว่าเป็นยุคของข่าวสารความรู้หรือสารสนเทศ การศึกษาหาความรู้จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาชีวิตให้ทันต่อสังคมโลก
จ ความสำคัญของการศึกษา
การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญไปในทิศทางที่พึงประสงค์
ทั้งนี้เพราะเป้าหมายในการจัดการศึกษามุ่งจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม
ปลูกฝังให้ประชากรมีความรู้ความสามารถทั้งทางวิชาการในด้านต่าง ๆ รวมทั้งความรู้ทางด้านศิลปะ
วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของความเป็นไทย
วิธีศึกษาหาความรู้
วิธีศึกษาหาความรู้ขั้นพื้นฐานมี
4 วิธี คือ การอ่าน การฟัง การไต่ถาม และการจดบันทึก
1. การอ่าน
การเป็นนักอ่านที่ดี หมายถึง ผู้อ่านที่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากที่สุด
โดยใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งข้อแนะนำสำหรับการเป็นนักอ่านที่ดีมี 4 ประการ
คือ
1. การอ่านอย่างคร่าว ๆ (Skimming) เป็นการอ่านอย่างเร็ว ๆ โดยการดูว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง
เป็นการอ่านที่ไม่ต้องการรายละเอียดแต่ต้องการความรู้ความเข้าใจบ้างเท่านั้น
เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์
2. การอ่านอย่างเฉพาะเจาะจง (Scanning) เป็นการอ่านเพื่อค้นหาคำตอบเฉพาะเรื่อง
เช่น การค้นหาความหมายของคำในพจนานุกรม การค้นหาสถานที่ตั้งของเมือง
เป็นต้น ซึ่งการอ่านในลักษณะนี้ใช้กับการค้นหาความรู้จากหนังสืออ้างอิง
เช่น การอ่านหนังสืออ้างอิงประเภทสารานุกรม
3. การอ่านเพื่อศึกษารายละเอียด (Through Reading) เป็นการอ่านเพื่อให้เข้าใจ
ความหมายทั้งหมดของผู้เขียน ทั้งข้อความที่เป็นสาระสำคัญและข้อความปลีกย่อย
การอ่านแบบนี้ต้องใช้สมาธิและเวลา เป็นการอ่านที่จำเป็นสำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาและนักวิชาการ
เช่น การอ่านหนังสือ IS 103 เพื่อเตรียมตัวสอบ
4. การอ่านอย่างวิเคราะห์ (Critical Reading) เป็นทักษะการอ่านในระดับสูงสุด
ถือเป็นสุดยอดของกระบวนการอ่านเอาความ ซึ่งการอ่านแบบนี้ผู้อ่านต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะอ่านมาก่อน
เพราะเป็นการอ่านที่ต้องใช้วิจารณญาณอย่างมาก เช่น การอ่านวรรณกรรมซีไรท์
การอ่านบทวิจารณ์หนังสือ เป็นต้น
2. การฟัง
การฟังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเล่าเรียนอยู่เป็นประจำ
ได้แก่ ฟังคำบรรยายในชั้นเรียน ฟังวิทยุเพื่อการศึกษา ฟังการสัมมนา และฟังการอภิปราย
เป็นต้น
ข้อแนะนำสำหรับการฟังคำบรรยาย
มี 3 ประการ คือ
1. เตรียมตัวให้พร้อม
2. มีสมาธิในการฟัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
3. คิดตามคำบรรยาย
3. การไต่ถาม
การไต่ถามเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นวิธีการเรียนที่ฉลาดเพราะได้สอบถามจากผู้รู้โดยตรง จึงช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้อย่างแจ่มแจ้ง
4. การจดบันทึก
การจดบันทึกควรจดเฉพาะใจความสำคัญ
ใช้คำย่อตามสมควร ผู้ที่จะจดบันทึกได้ดีนั้นต้องเป็นผู้ที่มีวิธีอ่าน
วิธีฟัง และวิธีซักถามที่ดีด้วย
|
| |
|
|
WebThaiThai Exchange
Dekthai.net Banner Exchange
|
|
|
|