Advertising
Sheetram.com
ชมรมลูกพ่อขุนประยุกต์
สำนักงานใหญ่
ตั้งอยู่หน้า ม.ราม 1
ศูนย์รวมคู่มือสอบเข้า
ทุกหน่วยงานราชการ
จดทะเบียนพาณิชย์
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ผู้ผลิตท่านใดต้องการให้
ทางเราเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ
08-5967-9080
0-2723-0950
ทั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบ
vcd , กวดวิชาต่างๆ
ยินดีร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจ
Online
206 คน
DOWNLOAD
Home
HI
101 สรุปอารยธรรมตะวันตก
บทที่ 1ความเป็นมาของมนุษย์กับอารยธรรม
กำเนิดโลกและชาติพันธุ์มนุษย์
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ อิมมานูเอล
คานท์ (Immanuel Kant) ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับโลกและดวงอาทิตย์ไว้ใน ค.ศ.
1775 ว่า ดวงอาทิตย์กับดาวนพเคราะห์ถือกำเนิดจากเมฆวัตถุขนาดใหญ่ ท่ามกลางกลุ่มผงและแก๊สที่เคลื่อนไหวเพราะเกิดกระแสลมหมุนอย่างแรง
ต่อมามีการรวมตัวใหม่เป็นดาวนพเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์
โลกมีบรรยากาศห่อหุ้ม ผิวโลกหรือเปลือกโลกประกอบด้วย
ทะเล มหาสมุทร ทะเลสาบ หนองบึง ที่ราบ ภูเขา แม่น้ำลำธาร ซึ่งมีการผันแปรไปได้จากกระแสน้ำและการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ
ดังจะเห็นได้ว่าบริเวณขั้วโลกในปัจจุบันปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นที่อบอุ่นอุดมไปด้วยป่าไม้
ที่หมู่เกาะสปิตเบอร์เกน (Spitbergan) ตั้งอยู่ที่เส้นขนาน 80 องศาเหนือนั้น
ได้พบแหล่งถ่านหินอันเป็นประจักษ์พยานว่าบริเวณนี้เคยเป็นเขตป่าไม้และมีอากาศกึ่งเมืองร้อนมาก่อน
ระยะที่โลกมีน้ำแข็งปกคลุมเราเรียกว่า
"ยุคน้ำแข็ง" (Pleistocene) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งล้านปีมาแล้ว
ธารน้ำแข็งปกคลุมส่วนต่าง ๆ ของโลกเป็น 4 ระยะ ระยะสุดท้ายเป็นระยะที่นานที่สุดเมื่อประมาณ
150,000 ปีมาแล้ว ยุคน้ำแข็งนี้นับว่ามีความสำคัญต่อเรื่องราวของมนุษยชาติ
เพราะเหตุว่าในระยะระหว่างน้ำแข็งละลายได้ปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า
"มนุษย์" เป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นอากาศ
หนาวเย็นมาก มนุษย์จึงยึดถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่ามนุษย์มีแหล่งกำเนิดในตอนกลางของทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชียที่ติดกับยุโรป
หรือที่รู้จักกันว่า "ยูเรเชีย" (Eurasia) แล้วแพร่ไปสู่เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รวมทั้งทวีปอื่น ๆ (บริเวณที่เรียกกันว่ายูเรเชียนั้นจะมีภูมิอากาศเหมาะสำหรับการพัฒนาของไพรเมท
(Primate) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เป็นอย่างมาก)
เเเ มนุษย์ในระยะแรก ๆ มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนสัตว์อื่น ๆ โดยทั่วไป
แต่สิ่งที่มนุษย์แตกต่างจากสัตว์คือ มนุษย์รู้จักการใช้เหตุผล ความคิด
รู้จักการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และสามารถสร้างปฏิกิริยาตอบโต้ต่อสภาพแวดล้อม
รวมถึงความสามารถของมนุษย์ในการค้นคิดและสร้างสัญลักษณ์เพื่อสื่อความเข้าใจ
จนกลายเป็นกระสวนหรือแบบอย่างแห่งพฤติกรรมที่เรียกว่า "วัฒนธรรม"
(Cultures)
พัฒนาการของมนุษย์ดังกล่าวนั้นจะเริ่มจากสมัยแห่งความดุร้าย
(Savagery) มาสู่สมัยป่าเถื่อน (Barbarism) จนในที่สุดสามารถสร้างอารยธรรม
(Civilization) กล่าวคือ กว่าที่มนุษย์จะสามารถสร้างแบบอย่างของวัฒนธรรมได้นั้น
มนุษย์จะต้องผ่าน
1. ขั้นวัฒนธรรมที่ล้าหลังที่สุด คือ ความดุร้าย ซึ่งมนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่ม
เร่ร่อน ตกปลา อาศัยอยู่ในถ้ำ
2. ขั้นวัฒนธรรมที่สูงขึ้นมา คือ ระดับป่าเถื่อน ซึ่งมนุษย์เริ่มเรียนรู้การทำถ้วยชาม
อาศัยอยู่ในกระท่อมก่อสร้างด้วยดินหยาบ ๆ ล่าสัตว์ อยู่กันเป็นกลุ่ม
และเริ่มนุ่งห่มหนังสัตว์
จากพัฒนาการสองระดับนี้มนุษย์จึงจะก้าวมาถึงสมัยแห่งการสื่อภาษาด้วยสัญญาณเสียง
เริ่มประดิษฐ์ตัวอักษรทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ มีบ้านเป็นหลักแหล่ง
รวมกันสร้างสังคมเมือง (Urban Life) ซึ่งเรียกว่าเป็นสมัยแห่งการสร้างอารยธรรมของมนุษย์
สมัยธรณีวิทยา
ประวัติศาสตร์ธรณีวิทยาของโลก แบ่งออกเป็น
5 สมัยตามชั้นของหิน คือ
1. สมัยอาร์เคโอโซอิค (Archeozoic) ประมาณ 825 - 1,550 ล้านปี คือ สมัยสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์
เป็นสมัยของสัตว์เซลล์เดียว ไม่มีเปลือกหรือโครงกระดูก
2. สมัยโพรเทโรโซอิค (Proterozoic) ประมาณ 500 - 825 ล้านปี คือ สมัยของสัตว์น้ำโบราณ
ไม่มีกระดูกสันหลัง
3. สมัยพาเลโอโซอิค (Paleozoic) ประมาณ 185 - 500 ล้านปี คือ สมัยของการขยายพันธุ์ของพืชและสัตว์อย่างรวดเร็ว
เริ่มมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (เช่น กบและเต่า)
4. สมัยเมโซโซอิค (Mesozoic) ประมาณ 60 - 185 ล้านปี คือ สมัยของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่
เช่น ไดโนเสาร์
5. สมัยเซโนโซอิค (Cenozoic) ประมาณ 60 ล้านปี คือ สมัยที่มีสภาพคล้ายคลึงปัจจุบันที่สุด
เช่น เริ่มมีดอกไม้ขึ้น มีหญ้า เริ่มปรากฏบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
เช่น ม้า อูฐ ลิง และช้าง
อนึ่ง ในการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของโลกและมนุษย์นั้น
เราต้องอาศัยงานค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ ดังนี้
1. นักโบราณคดี (Archeologists) คือ ผู้ที่ศึกษาจากการขุดค้นซากโครงกระดูก
เครื่องมือและอาวุธ เพื่อเข้าใจถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ตามลำดับ
2. นักมานุษยวิทยา (Authropologists) คือ ผู้ที่ศึกษาเรื่องราวบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบัน
3. นักชาติพันธุ์วิทยา (Palaeontologists) คือ ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
ซึ่งเริ่มจากสัตว์เซลล์เดียวเล็ก ๆ จนพัฒนาการมาถึงปัจจุบัน
4. นักธรณีวิทยา (Geologists) คือ ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับซากพืช
ซากสัตว์ ที่ตกค้างอยู่ตามชั้นของหิน นับตั้งแต่ 2 พันล้านปีมาแล้ว
5. นักดาราศาสตร์ (Astronomers ) คือ ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับดวงดาวและระบบจักรวาล
การแบ่งยุคประวัติศาสตร์
ยุคประวัติศาสตร์แบ่งได้เป็น 2 ยุคใหญ่ ๆ คือ
1. ยุคหินหรือยุคก่อนประวัติศาสตร์
2. ยุคโลหะหรือยุคประวัติศาสตร์
1. ยุคหินหรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ (The Age of Stone or Pre-Historic
Age)
หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยุคก่อนรู้หนังสือ" (Preliterate
Age) หรือยุคก่อนการประดิษฐ์ตัวอักษร คือ ยุคที่ยังไม่มีการประดิษฐ์ตัวอักษร
แบ่งออกเป็น
4 สมัยใหญ่ ๆ คือ
1. ยุคหินแรก (Eolithic) เป็นสภาพที่มนุษย์มีความเป็นอยู่อย่างสัตว์
ยังไม่รู้จักการ
ป้องกันภัยให้ตนเอง กล่าวคือ เป็นสมัยแห่งการ "ลองผิดลองถูก"
นั่นเอง
2. ยุคหินเก่า (Paleolithic) เป็นสมัยที่มนุษย์เริ่มค้นพบวิธีการป้องกันภัยให้ตัวเอง
(ทั้งนี้เพราะถือว่าสภาพด้อยความเจริญที่สุดของมนุษย์ก็คือการไม่รู้จักป้องกันภัยให้ตนเอง)
ซึ่งแบ่งเป็น
1) ยุคหินเก่าตอนต้น อนุมานจากหลักฐาน คือ โครงกระดูกของมนุษย์ในสมัยนั้น
โครงกระดูกของสัตว์ที่ถูกมนุษย์กินเป็นอาหาร และเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหิน
ซึ่งใช้ในการชำแหละเนื้อสัตว์
เเเ ยุคนี้อาจเรียกว่า "ยุคล่าสัตว์" กล่าวคือ มนุษย์สมัยนี้เริ่มใช้หินเป็นอาวุธในการล่าสัตว์
อาศัยอยู่ในถ้ำ รู้จักใช้ไฟที่เกิดตามธรรมชาติมาให้ความอบอุ่นและทำอาหารให้สุก
มนุษย์พวกนี้ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในแอฟริกา เป็นที่รู้จักในชื่อ "East
Africa Man" ซึ่งมนุษย์พวกนี้มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากสัตว์คือ
ร่างกายยืดตรง พูดได้ และมีมันสมองใหญ่
มนุษย์ในยุคนี้มีตัวแทนคือ มนุษย์พิเทแคนโทรปัส (Pithecanthropus) ซึ่งค้นพบที่ชะวา
ชิแนนโทรปัส (Sinanthropus) ในจีน และแอตลันโทรปัส (Atlanthropus) ในแอลจีเรีย
2) ยุคหินเก่าตอนกลาง มนุษย์มีความเจริญขึ้น โดยเริ่มรู้จักการใช้สัญลักษณ์และภาษา
รู้จักแสวงหาความปลอดภัย รู้จักใช้เครื่องนุ่งห่มกันหนาว ประดิษฐ์เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพกว่าเก่า
รู้จักใช้ไฟเพื่อความอบอุ่น ป้องกันสัตว์ร้าย และทำอาหารให้สุก นอกจากนี้ก็ยังมีความเชื่อในภพหน้า
ในการฝังศพจะมีเครื่องใช้และเครื่องประดับที่ทำด้วยหิน พร้อมทั้งอาหารที่มาจากสัตว์รวมอยู่ด้วย
เเเ ลักษณะของมนุษย์ในยุคนี้ คือ มนุษย์นีแอนเดอธัล (Neanderthalensis)
ซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ "Homo Fabor" คือ มนุษย์ที่มีความสามารถเพียงการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ก่อนหน้าสมัยของมนุษย์
"Homo Sapiens" ซึ่งเป็นมนุษย์ที่รู้จักคิดและรู้จักการตอบโต้ด้วย
3) ยุคหินเก่าตอนปลาย เริ่มมีมนุษย์ Homo Sapiens ที่รู้จักการประดิษฐ์เครื่องมือและรู้จักการตอบโต้ด้วย
โดยตัวแทนของ Homo Sapiens คือ มนุษย์โครมันยอง ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบัน
มนุษย์ยุคนี้สามารถผลิตอาวุธที่ดีขึ้นกว่ายุคก่อน เครื่องมือที่สำคัญคือ
เครื่องดีดแหลนโดยใช้หลักคานงัด รู้จักทำธนูหน้าไม้ ประดิษฐ์เข็มมีรูร้อยด้าย
มีช้อน ขวาน เลื่อยทำด้วยหิน บางพวกอาศัยในถ้ำ บางพวกก็สร้างบ้านด้วยดินเหนียว
นอกจากนี้ก็ยังมีการประดิษฐ์ตะเกียงโดยใช้ไขสัตว์เป็นน้ำมันและใช้หญ้าชนิดหนึ่งแทนไส้ตะเกียง
รู้จักวาดภาพบนผนังถ้ำ ส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์มากกว่าภาพคน มีการนำกระดูกและงามาแกะสลักด้วยหิน
มีการทำฉมวก คันเบ็ด หัวศร และคทา
เเ มนุษย์ในยุคนี้มีลักษณะคล้ายมนุษย์ในปัจจุบันมากขึ้น โดยมี 3 เผ่าพันธุ์
คือ
(1) โครมันยอง (Cro-Magnon) มีลักษณะเป็นคนขาว
ค้นพบในถ้ำที่ดอร์ดอนจ์ในฝรั่งเศส
(2) กริมัลดี (Crimaldi) มีลักษณะเป็นคนดำ คล้ายกับพวกนิกรอยด์ และ
(3) ชานเซอเลด (Chancelade) มีลักษณะเป็นคนเหลือง คล้ายคลึงกับเอสกิโม
ในยุคนี้มนุษย์มีความเชื่อเรื่องภพหน้า
นิยมเปลือกหอยและกระดูกสัตว์เป็นเครื่องประดับ นิยมนุ่งห่มด้วยหนังสัตว์
แต่ยังคงรู้จักเลี้ยงชีวิตด้วยการเก็บผลไม้ป่า จับปลา และล่าสัตว์เท่านั้น
3. ยุคหินกลาง (Mesolithic) ถือว่าเป็นยุคแรกของการปฏิวัติทางเศรษฐกิจ
(First Economic Revolution) ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ คือ การค่อย ๆ
เปลี่ยนสภาพจากการเป็นนักล่าสัตว์และเก็บผลไม้มาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านตามชายฝั่งทะเล
เริ่มมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ขึ้นบ้างแล้ว กล่าวได้ว่ายุคหินกลางเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือเชื่อมต่อระหว่างยุคหินเก่ากับยุคหินใหม่
หรือระหว่างยุคเก็บผลไม้กับยุคปลูกผลไม้นั่นเอง
ในยุคนี้มนุษย์รู้จักประดิษฐ์อาวุธที่ทันสมัยและมีคุณภาพดีขึ้น
มีการนำสุนัขมาเลี้ยงเป็นชนิดแรก มีการทำตะกร้าสานและเครื่องหนังต่าง
ๆ เริ่มมีการปลูกผลไม้ ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานของยุคหินใหม่ อย่างไรก็ตาม
มนุษย์ในยุคหินเก่าและหินกลางนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นนักล่าสัตว์ แต่ในยุคหินใหม่จะเป็นสมัยของชาวนาและคนเลี้ยงสัตว์อย่างแท้จริง
4. ยุคหินใหม่ (New Stone Age)
เป็นยุคก่อตั้งอารยธรรม กล่าวคือ เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มต้นตั้งถิ่นฐานรวมกันเป็นหลักแหล่ง
และมีการแบ่งงานกันทำ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในยุคนี้คือ การใช้หินสกัดขัดการทำเครื่องถ้วยชาม
การเกษตรกรรม และการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะหินสกัดขัดและการทำเครื่องถ้วยชามนั้น
เป็นสัญญาณที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคหินใหม่ได้ดีที่สุด
ในยุคนี้ยังคงมีการใช้หินเป็นอาวุธ แต่ได้มีอาวุธใหม่เกิดขึ้น
คือ มีดตัดต้นไม้ และมีขวานกำปั้น (First Hatchet) ไว้โค่นลำต้น เริ่มมีการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น
ๆ นอกเหนือจากสุนัข เช่น หมู ม้า แพะ แกะ และวัว ในด้านเกษตรกรรมก็มีการปลูกข้าว
ปลูกต้นไม้
ส่วนเรื่อง "ความเชื่อ" ในพิธีฝังศพนั้น ไม่นิยมฝังเครื่องมือเครื่องใช้เหมือนในยุคหินเก่า
การทำพิธีศพมีทั้งฝังและเผา มีความเชื่อในพระแม่ธรณี มีการอยู่รวมกันเป็นพวก
มีหัวหน้าปกครอง มีสถาบันต่าง ๆ เกิดขึ้น เริ่มดำรงชีวิตแบบคนเมือง (Urban
Life)
2. ยุคโลหะหรือยุคประวัติศาสตร์
(The Age of Metals or Historic Age)
เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักคิดประดิษฐ์ตัวอักษร
รู้จักเขียนหนังสือและเริ่มจดบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณ
5,000 ปีก่อนคริสตกาล (5000 B.C.) ในยุคนี้แบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ
1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ (Ancient History)
คือ จาก 5000 B.C. ถึง 500 A.D. (ค.ศ. 500) ยุคนี้มนุษย์รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษร
ตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีอารยธรรมสูงขึ้นแบบคนเมือง
ซึ่งได้แก่ อารยธรรมกรีก โรมัน อียิปต์ เมโสโปเตเมีย อินเดีย จีน ยุคนี้สิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรโรมันตะวันตกถูกอนารยชนเยอรมันทำลายล้างในปี
ค.ศ. 476 (ศตวรรษที่ 5)
2. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Medieval History)
ระยะเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 500 - 1500 เริ่มเมื่อประเทศในยุโรปฟื้นตัวจากอำนาจการรุกรานของอนารยชนเผ่าต่าง
ๆ และเริ่มตั้งเป็นอาณาจักรต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง ยุคนี้คริสต์ศาสนาเริ่มขยายอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วยุโรป
และมีการปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) ยุคนี้สิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรโรมันตะวันออกหรือกรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกออตโตมันเตอร์กบุกทำลายในปี
ค.ศ. 1453 , เมื่อกูเตนเบิร์กประดิษฐ์เครื่องพิมพ์เครื่องแรกในปี ค.ศ.
1457 หรือเมื่อโคลัมบัสพบโลกใหม่ในปี ค.ศ. 1492
เหตุการณ์เหล่านี้ถือกันว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากประวัติศาสตร์สมัยกลางเข้าสู่ประวัติศาสตร์สมัยใหม่
3. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (Modern History)
เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1500 ถึงปัจจุบัน
การศึกษาเรื่องพัฒนาการของมนุษย์
พัฒนาการของมนุษย์เป็นเรื่องการศึกษาตามทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles
Darwin) ในหนังสือของท่านเรื่อง "ทฤษฎีพัฒนาการ" (The Theory
of Evolution)
ทฤษฎีนี้กล่าวว ่า
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นมีพัฒนาการมาจากสัตว์เซลล์เดียวในทะเล และจะค่อย
ๆ เปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อย ๆ ตามสภาพแวดล้อม ซึ่งถ้าสิ่งมีชีวิตประเภทใดปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้
พวกนี้ก็จะสูญหายล้มตายไป โดยมีข้อเท็จจริงอยู่ว่าลูกย่อมจะได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากพ่อและแม่
เช่น ยีราฟมีคอยาวเพื่อจะยืดขึ้นกินอาหารที่สูง ๆ ได้ รวมทั้งมองเห็นศัตรูในระยะทางไกล
ๆ ได้ ส่วนยีราฟที่มีคอสั้นก็จะหิวเมื่อมีอาหารน้อย รวมทั้งจะถูกสิงโตจับกินง่าย
ๆ ด้วย พวกยีราฟคอยาวจึงมีโอกาสดำรงชีวิตได้ยืนยาวกว่า และลูกหลานที่ออกมาก็จะมีลักษณะเหมือนพ่อแม่คือมีคอยาว
มนุษย์กำเนิดขึ้นท่ามกลางศัตรู การผจญภัย
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความกลัว จึงทำให้มนุษย์ต้องเพิ่มทักษะในการปรับตัวเพื่อเอาชนะสิ่งแวดล้อมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ทำให้มนุษย์ต้องเรียนรู้การใช้อาวุธ (เ โดยเริ่มจากอาวุธชนิดแรกคือ การใช้หินเป็นอาวุธ)
รู้จักล่าเหยื่อเป็นอาหาร ทำเพิงที่พัก ทำเครื่องนุ่งห่ม
รู้จักใช้ไฟ รวมทั้งรู้จักสื่อความเข้าใจในการใช้มือ หรือส่งสัญญาณเสียงซึ่งเป็นต้นกำเนิดของภาษาในเวลาต่อมา
เเเ ความสำเร็จประการแรกของมนุษย์ในการเอาชนะสิ่งแวดล้อม หรือกิจกรรมเบื้องต้นของมนุษย์ที่มีความเจริญแล้วก็คือ
"การเกษตรกรรม" ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพของมนุษย์อารยะ (Civilized)
การสอบสวนทวนความและความพยายามที่จะเรียนรู้เรื่องราวของชาติพันธุ์มนุษย์นี้เอง
ที่เราเรียกว่า "ประวัติศาสตร์" เพราะประวัติศาสตร์ก็คือการเรียนรู้เกี่ยวกับ
"ชาติพันธุ์มนุษย์" ซึ่งน่าจะมีความหมายเป็น 2 นัย คือ
1. การศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกำเนิดมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน
2. ข้อวิจารณ์หรือบันทึกการค้นคว้าทั้งหลายที่ได้คัดเลือกเอามาเฉพาะหัวข้อที่น่าสนใจ
ส่วนวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์นั้นก็คือ
การค้นคว้าหาหลักฐาน (Sources) ซึ่งแบ่งออกเป็น
2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ซากวัสดุ และเรื่องราวที่ได้จารึกไว้เป็นหลักฐาน
1. ซากวัสดุ (Material Remains)
ได้แก่ ซากวัตถุโบราณที่ตกค้างมาจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
เ 1) ซากสิ่งมีชีวิต (Fossils) มาจากภาษาละตินว่า "Fossilis"
และมาจากคำกริยาว่า Fodere แปลว่า ขุด ฟอสซิล หมายถึง ซากสิ่งมีชีวิตในอดีตที่เหลือติดค้างอยู่ตามซอกหิน
2) เครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธ และสิ่งที่ประดิษฐ์เป็นศิลปะ
เ ในการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เราก็ได้อาศัยหลักฐานจากพวกซากวัสดุต่าง
ๆ นี้เองเป็นเครื่องอธิบาย
2. เรื่องราวที่ได้จารึกไว้เป็นหลักฐาน (Written Records) ได้แก่ การจดบันทึกต่าง
ๆ ที่มีขึ้นเมื่อมนุษย์รู้จักการเขียนหนังสือแล้ว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
คือ
1) หลักฐานดั้งเดิม (Primary Records) เป็นหลักฐานชั้นต้น เช่น
จารึกโบราณ สนธิสัญญา จดหมาย เอกสารทางการทูต และแถลงการณ์ของรัฐบาล
เป็นต้น
2) หลักฐานรอง (Secondary Records) เป็นหลักฐานชั้นสอง ได้แก่
หนังสือที่เรียบเรียงขึ้น
เเ เมื่อได้หลักฐานพร้อมแล้วขั้นต่อไปก็คือ การตรวจสอบ ซึ่งมี 2 ขั้นตอน
คือ
1) การวิจารณ์ภายนอก (External Criticism) คือ การตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของหลักฐาน
2) การวิจารณ์ภายใน (Internal Criticism) คือ การตีความเอกสารที่เป็นลาย-ลักษณ์อักษร
ซึ่งหมายถึงการอ่านจากข้อความในหลักฐานต่าง ๆ
สรุปวิธีการทางประวัติศาสตร ์
คือ เริ่มต้นด้วยการค้นคว้าหาหลักฐานหรือการรวบรวมข้อมูล จากนั้นจึงประเมินคุณค่าและความสำคัญของข้อมูลที่ได้เลือกไว้
แล้วทำการแจกแจงข้อมูลหรือข้อเท็จจริง ทำการตีความข้อมูล เสร็จแล้วจึงทำการเรียบเรียงเรื่องราวหรือเหตุการณ์ทั้งหมดที่วิจัยและวิเคราะห์ได้
เ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประวัติศาสตร์สามารถอธิบายเหตุการณ์หรือปัญหาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น
นักประวัติศาสตร์จึงจำเป็นต้องสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ให้เป็นวิทยาศาสตร์
แต่ด้วยเหตุที่ประวัติศาสตร์
มีเหตุการณ์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะ และข้อมูลในประวัติศาสตร์นั้นไม่อาจนำมาทดลองซ้ำในห้องทดลองได้
เพราะฉะนั้นจึงทำให้เป็นการยากที่ประวัติศาสตร์จะเป็นวิทยาศาสตร์แท้
ๆ ได้
วัฒนธรรมกับอารยธรรม
วัฒนธรรม (Culture)
ไทเลอร์ (E. B. Tylor) อธิบายว่า "วัฒนธรรม หมายถึง ความรู้
ความเชื่อ ศิลปกรรม ศิลปะ กฎหมาย ขนบธรรมเนียม และความสามารถอื่น ๆ ตลอดจนความเคยชินต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากการเข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคม"
ไวท์ (Leslie White) อธิบายไว้ว่าลักษณะสำคัญที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์
ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรม คือ การรวมตัวกันอย่างมีระเบียบของปรากฏการณ์ต่าง
ๆ พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์จะแสดงออกแตกต่างจากสัตว์ หมายความว่ามนุษย์สามารถส่งได้ทั้งสัญญาณและสัญลักษณ์
ดังนั้นวัฒนธรรมคือ ระบบสัญลักษณ์ของมนุษย์ทุกสิ่งทุกอย่าง
ซึ่งสัตว์โลกประเภทอื่นไม่กระทำหรือกระทำไม่ได้ เพราะสัตว์โลกอื่นกระทำได้เพียงการใช้สัญญาณ
ส่วนมนุษย์จะรู้จักใช้ทั้งสัญญาณและสัญลักษณ์ เนื่องจากสัญญาณเป็นสิ่งที่กำหนดโดยพันธุกรรม
แต่สัญลักษณ์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม
สรุปแล้ววัฒนธรรมหมายถึง ความเจริญก้าวหน้าในการดำเนินชีวิตของมนุษย์
หรือประสบการณ์ทางสังคมทั้งหมดซึ่งกลุ่มมนุษย์ส่งผ่านแก่คนรุ่นต่อมา
ซึ่งเราสามารถดูความแตกต่างทางวัฒนธรรมของมนุษย์ได้จากศิลปะ ภาษา และพฤติกรรม
แต่วัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามีวัฒนธรรมอื่นแพร่เข้ามา มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิศาสตร์
และมีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น
อารยธรรม (Civilization)
คำว่า "Civilization" มาจากคำว่า "Civitas"
(ภาษาละติน) หรือ "City" (ภาษาอังกฤษ) ที่แปลว่า เมือง ส่วนคำว่า
"อารยะ" หมายถึง เจริญ (Civilized)
เ ดังนั้น "อารยธรรม" หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงเมื่อประมาณ
5,000 ปีมาแล้ว โดยมนุษย์เข้ามาอยู่รวมกันในเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในเวลาต่อมา
มีการแบ่งงานกันทำ มีความต้องการที่จะอยู่ร่วมกัน และสามารถเอาชนะสิ่งแวดล้อมได้
นอกจากนี้ยังต้องมีการถ่ายทอดและนำมาปรับปรุงเป็นรูปแบบของตน
เ แพลนตาเจอเนท ซอเมอเซท ฟราย (Plantagenet Somerset Fry) อธิบายว่า
"อารยธรรมเกิดจากการที่มนุษย์ยุติการล่า การฆ่า และกิน มาเป็นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์"
ออสวอลด์ สเปนเกลอร์ (Oswald Spengler) " อารยธรรม คือ วัฒนธรรมที่ได้พัฒนาสูงสุด"
อาร์โนลด์ เจ. ทอยน์บี (Arnold J. Toynbee) " อารยธรรม คือ
วัฒนธรรมที่พัฒนาถึงขั้นสูงสุด เป็นชัยชนะของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม"
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดอารยธรรมและพัฒนาสังคมเมือง
(Urbanization)
ทฤษฎีต่าง ๆ ที่อธิบายถึงปัจจัยของการเกิดอารยธรรม มีดังต่อไปนี้
1. ทฤษฎีภูมิศาสตร์ เชื่อว่าสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เหมาะสมจะทำให้เกิดการสร้างอารยธรรมได้
2. ทฤษฎีดินเสื่อม กล่าวถึงสถานที่ที่อารยธรรมรุ่งเรืองต้องเสื่อมลงเพราะ
1) ที่ดินถูกใช้ประโยชน์มากจนทำการเพาะปลูกไม่ได้ ทำให้แหล่งสร้างสมอารยธรรมถูกทอดทิ้งกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า
2) การทำลายป่าไม้ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นเหตุให้ผิวหน้าดินเสีย
3. ทฤษฎีภูมิประเทศ เจ้าของทฤษฎีนี้คือ คาร์ล เพทเตอร์ (Karl Petter)
มีความเห็นว่า ลักษณะความกว้างยาวของทวีปจะก่อให้เกิดการสร้างอารยธรรม
4. ทฤษฎีโนแมด ฟรานส์ ออพเพนไฮเมอร์ นักประวัติศาสตร์เยอรมันสรุปว่า
พวกโนแมด คือ พวกเร่ร่อนตามทะเลทรายที่สามารถรบชนะพวกที่มีอารยธรรมสูงกว่า
จึงยอมรับเอาวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของ
ผู้แพ้มาปรับปรุงใช้ และมาสร้างกฎเกณฑ์ในกลุ่มของตนเพื่อประโยชน์ในการปกครอง
ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นขั้นแรกของการวางรากฐานทางวัฒนธรรม ตัวอย่างพวกโนแมดก็อย่างเช่น
พวกสุเมเรียน และอัคเคเดียน เป็นต้น
5. ทฤษฎีเพื่อเอาชนะของอาร์โนลด์ เจ. ทอยน์บี เชื่อว่าความพยายามของมนุษย์ในการที่จะเอาชนะธรรมชาติจะก่อให้เกิดอารยธรรม
สรุปว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดอารยธรรมและทำให้อารยธรรมเจริญเติบโตนั้นมีหลายอย่าง
เช่น การมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม, มีอากาศดี, มีปัจจัยทางเศรษฐกิจดี,
มีท่าเรือดี, มีดินอุดมสมบูรณ์, มีทรัพยากรธรรมชาติมาก, มีสภาพภูมิศาสตร์ที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประเทศอื่นได ้
นอกจากนี้ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดอารยธรรม
คือ ศาสนา ซึ่งช่วยให้คนเปลี่ยนสภาพจากป่าเถื่อนมาเป็นอารยชนได้ คำสอนทางศาสนาถือเป็นกฎหมายฉบับแรกเริ่มที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์
และพวกแรกในโลกสมัยโบราณที่ได้รับการศึกษาก็คือ พระ ซึ่งเป็นพวกแรกที่เริ่มต้นระบบการเขียนหนังสือขึ้นด้วย
เ ในสมัยแรก ๆ นั้นความเชื่อถือทางศาสนามักจะมุ่งที่พิธีกรรมมากกว่าคำสอน
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อสร้างความพอใจให้ผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์
และสิ่งที่ทำให้มนุษย์จำเป็นต้องมีศาสนาก็คือ ความไม่รู้และความกลัว
k แหล่งกำเนิดอารยธรรม
เเ อารยธรรมแรกเริ่มของโลกหรืออารยธรรมสมัยโบราณเกิดขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ
ได้แก่ อารยธรรมอียิปต์โบราณในที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ อารยธรรมเมโสโปเตเมียในที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส
อารยธรรมจีนในที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) และอารยธรรมอินเดียในที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ
ณ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้ง 4 นี้เองที่มนุษย์ได้พัฒนารูปแบบของวัฒนธรรมใหม่
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันต่อมาว่า "อารยธรรม" (Civilization) เนื่องมาจากประชาชนนั้นไม่ว่าจะอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ล้าหลังเพียงใดก็ต้องมีวัฒนธรรมเป็นของตนเองส่วนหนึ่ง
และเมื่อวัฒนธรรมนั้นได้รับการพัฒนาไปถึงขั้นสูงสุดแล้วเราก็จะเรียกว่า
"อารยธรรม"
สำหรับคุณลักษณะของอารยธรรมนั้นอย่างน้อยที่สุดจะต้องประกอบด้วยสภาวะต่อไปนี้
คือ
1. ความก้าวหน้าเกี่ยวกับทักษะทางเทคนิค เช่น การใช้โลหะ
2. แบบของการพัฒนาขั้นสูงสุดในการอยู่ร่วมกัน คือ การอยู่ร่วมกันในเมืองและมีรัฐบาล
ปกครองตนเอง
3. มีการแบ่งงานกันทำ
4. ความสำเร็จทางปัญญา เช่น การใช้ปฏิทิน และการประดิษฐ์ตัวอักษร เป็นต้น
ขอบเขตของอารยธรรม
อารยธรรมโลกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ อารยธรรมตะวันตก และอารยธรรมตะวันออก
อารยธรรมตะวันตก หมายถึง อารยธรรมที่มีกรีก-โรมันเป็นแม่แบบ
หรือเรียกว่าอารยธรรม
เกรโค-โรมัน มีแหล่งกำเนิดในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนา
อารยธรรมตะวันออก หมายถึง อารยธรรมจีนและอินเดีย
ซึ่งแพร่ไปในทวีปเอเชียพร้อมกับขบวนการทางศาสนา ความสำเร็จทางปัญญาและศิลปะ
อารยธรรมทั้ง 2 แบบนี้ ได้มีการผสมผสานแลกเปลี่ยนกัน อันเป็นผลจากการติดต่อทางการค้า
สำหรับอารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมีย
ซึ่งอยู่ในดินแดน "ตะวันออกใกล้" นั้น เมื่อพิจารณาว่าอิทธิพลของอารยธรรมทั้งสองได้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการวางรากฐานของอารยธรรมกรีก-โรมัน
ดังนั้นอารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมียจึงมีลักษณะเป็นอารยธรรมโลก มากกว่าจะเน้นความสำคัญในแง่ที่เป็นตะวันตกหรือตะวันออก
เเ ส่วนที่ยอมรับกันคืออารยธรรมกรีก-โรมัน (เกรโค-โรมัน) คือ แม่บทของอารยธรรมตะวันตกและอารยธรรมจีน
อินเดียนั้น คือ แม่บทของอารยธรรมตะวันออก
พื้นฐานทั่วไปของอารยธรรมสมัยแรก
1. การเรียนรู้การใช้โลหะ คือ การนำโลหะมาประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้
โดยโลหะชนิดแรกที่นำมาใช้หล่อคือ ทองแดง ต่อมาก็มีการเอาทองแดงผสมกับดีบุกจนกลายเป็นทองบรอนซ์
(หรือโลหะสำริด) และต่อจากนั้นพวกฮิทไทท์ก็เริ่มรู้จักการหลอมเหล็ก จึงสรุปได้ว่าลำดับวิวัฒนาการการใช้เครื่องมือของมนุษย์นั้น
เริ่มจากการใช้หิน มาเป็นโลหะคือ ทองแดง ทองบรอนซ์ และเหล็ก ตามลำดับ
2. การชลประทาน การปกครอง และเมือง คือ การอยู่รวมกันมีหัวหน้าปกครอง
การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ต้องอาศัยระบบการชลประทาน การก่อสร้าง และระบบการเตรียมงานในลักษณะดังกล่าวนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของความร่วมมือกันและขณะที่ทำงานร่วมกันมนุษย์ก็เริ่มจะเรียนรู้เรื่องการปกครอง
เนื่องจากความพยายามในการวางแผนงาน การชี้นำ และกำหนดกฎเกณฑ์การทำงาน
3. การแบ่งงานกันทำ โดยแบ่งตามความสามารถและความถนัดของแต่ละกลุ่ม นอกจากนี้ก็เริ่มมีพ่อค้าเกิดขึ้น
โดยพ่อค้าในระยะแรก ๆ แห่งสมัยของการพัฒนาเมืองมีหน้าที่ค้าขาย แลกเปลี่ยนทางด้านความคิด
นำระบบการผลิตและการค้าไปเผยแพร่
4. การสร้างปฏิทิน เพื่อจะได้ทราบระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล และการกำหนดระยะเวลาในแต่ละปี
5. การประดิษฐ์ตัวอักษร เพื่อสื่อความหมาย โดยมีพัฒนาการมาตามลำดับ ดังนี้
1) การวาดภาพเพื่อแสดงลักษณะสิ่งของ
เรียกว่า "อักษรภาพ" (Pictograms)
2) รูปภาพเพื่อแสดงความคิด เรียกว่า
"อักษรแสดงความหมาย" (Ideograms)
3) รูปภาพแทนเสียงซึ่งปกติจะใช้เป็นพยางค์
เรียกว่า "อักษรแทนเสียง" (Phonograms)
4) สัญลักษณ์แทนพยัญชนะหรือสระ
การประดิษฐ์ตัวอักษรเหล่านี้เองคือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการสิ้นสุดของยุคก่อนประวัติ-ศาสตร์และเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์
(อักษรภาพของอียิปต์และครีตัน ซึ่งหมายถึง "ชีวิต" นั้น ในปัจจุบันหมายถึง
"สตรี" ซึ่งมีสัญลักษณ์คือ E)
WebThaiThai Exchange
Dekthai.net Banner Exchange
รวมเว็บ ม.รามคำแหง
» หน้าหลักภาษาไทย
» English Page
» สถาบันคอมพิวเตอร์
» สำนักหอสมุดกลาง
» ศูนย์บริการสืบค้นข้อมูล
» RU.Internet
» e-Book
» e-Learning
» Huamark.com
» Faikham.com
» ศูนย์บริการเทคโนโลยีฯ
» ศูนย์ปฏิบัติการคอมฯ
»Ru
comp Moblie and Network
»งานประชาสัมพันธ์ ม.ราม
» ดอกสุพรรณิการ์
» TV on Internet
» หลวงพ่อจรัญฯ
» อ.บ.ต.
» หมายเลขโทรศัพท์
»